จัดอันดับภาพยนตร์ไดโนเสาร์ที่ดีที่สุดแห่งโลกฮอลลีวู้ด 1

ภาพยนตร์เกี่ยวกับไดโนเสาร์ถือเป็นหนึ่งในหนังทำเงินมาโดยตลอด
และเรียกความสนใจจากผู้ชมได้ทุกครั้งจนบางเรื่องกลายเป็นหนังทำเงินถล่มทลายชนิดติดท็อปเทนของ
โลกมาแล้ว และนี่คือ 3 เรื่องแรกที่เราจัดอันดับมาให้ได้ชมกัน ไปติดตามกันได้เลย

Jurassic World (2015)
การกลับมาอีกครั้งของหนังแฟรนไชส์ไดโนเสาร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกกับจูราสสิลเวิร์ด
ที่ในภาคนี้เป็นการสานต่อจาก จูราสสิค พาร์ค 3 ดั้งเดิมเมื่อ 10 กว่าปีก่อน
และเป็นการเดินเรื่องเชื่อมต่อกันจากสวนสนุกไดโนเสาร์ที่สร้างไม่สำเร็จ
แต่มาในภาพนี้ถูกเล่าด้วยการที่สวนสนุกแห่งนี้สามารถเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวได้สำเร็จเป็นครั้งแรก
พร้อมด้วยไดโนเสาร์จัดแสดงโชว์มากมายแถมยังมีวิธีการเดินเรื่องที่น่าสนใจทำเอาถูกใจคอหนังทั่วโลก
และมันสามารรถทำรายได้มากถึง 1.67 พันล้านเหรียญเลยทีเดียว
นอกจากนี้อีกสิ่งหนึ่งที่จะขาดไม่ได้คือฉากแอคชั่นมนุษย์สู้กับไดโนเสาร์
ซึ่งภาคนี้ก็นำฉากต่างๆมายัดเอาไว้ได้อย่างลงตัว
และจัดว่ามันส์ไม่น้อยด้วยทั้งหมดจึงไม่แปลกที่คอหนังต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าคุ้มค่าการรอคอบมากว่า 10 ปี

Ice Age: Dawn of the Dinosaurs (2009)
เปลี่ยนจากหนังไดโนเสาร์ตัวใหญ่เวอร์ชั่นคนแสดงสมจริงมาดูแบบอนิเมชั่นกันบ้างกับ ไอเอจ
โดยก่อนจะกลายเป็นเฟรชไชส์ชื่อดังภาคแรกของไอเอจ ถูกปล่อยฉายในโรงภาพยนตร์ครั้งแรกในปี
2009 ซึ่งเป็นภาพพิเศษที่แยกมาจากไอเอจภาคหลักอีกที โดยว่าด้วยชิด
ลูกทีเร็กซ์ที่มีเรื่องราวปัญหาต่างๆในชีวิตจนนำไปสู่การออกผจญภัยในโลกกว้างแถมระหว่างเรื่องก็มีตัว
ละครหลายตัวที่มีปมต่างๆให้คิดอยู่ตลอดเวลา
ซี่งหนังเองก็แทรกข่อคิดไว้ได้เป็นอย่างดีแถมยังมีฉากซึ้งๆในตัวอีกด้วย
และแน่นอนว่าสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยหากพูดถึงไอเอจ นั่นคือฉากฮาๆ
ซึ่งเรื่องนี้มาใส่มาแบบจัดเต็มเหมือนกัน

Walking with Dinosaurs 2013
อีกหนึ่งอนิเมชั่นไดโนเสาร์ที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดกับการนำเทคโนโลยี CGI มาใช้ในการสร้าง
และไม่ใช่ว่าโดดเด่นเฉพาะเทคโนโลยีนี้เท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้ Walking with Dinosaurs
ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดคือเรื่องความสมจริงในการอ้างอิงความเป็นมาของไดโนเสาร์พันธ์ต่างๆที่ผู้เลี่ยวชาญยังบอกว่าสมจริงที่สุดไม่มีการแต่งเติมมากจนเกินไป
เพราะบางเรื่องที่เคยทำออกมาก็มีการแต่งเติมที่เกินจริงจนทำให้กระแสไม่ได้รบัความนิยมสักเท่าไหร่นั่นเอง

Fight Club หนังของลูกผู้ชายตัวจริง

ลูกผู้ชายอย่างเราๆมักจะหาหนังดีๆ ที่โดนใจจริงๆมาดูยาก และหากว่าติดใจเรื่องไหนแล้วก็จะยกให้เป็นสุดยอดขวัญใจ
เหมือนอย่างที่หลายคนนั้นยกย่องผลงานเรื่อง Fight Club หรือชื่อไทยว่า ไฟท์ คลับ ดิบดวลดิบ
ผลงานการนำแสดงของสุดหล่ออย่าง แพรด พิตต์ จากผู้กำกับอย่าง เดวิด ฟินเชอร์
ที่ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นตำนานของลูกผู้ชาย ใครไม่เคยดูโปรดอย่าเรียกตัวเองว่าลูกผู้ชาย วันนี้เราจะมีพูดถึงไฟท์คลับ
แม้ว่ากฏข้อแรกคือห้ามพูดถึงไฟท์คลับก็ตาม
ในสังคมทุนนิยมที่มองรูปลักษณ์ภายนอกสวยหรู มั่นคงมั่งคั่ง แต่ทว่าหากเพ่งเข้าไปอย่าง
ลึกซึ้งแล้วกลับพบเพียงความกลวงโบ๋และเปราะบาง วัตถุรวมทั้งรูปแบบในการดำเนินชีวิตที่ แลดูทันสมัย มีรสนิยม
เป็นดั่งม่านหนาทึบอันซับซ้อนลวงตา จนยากที่จะมองเห็นถึงสรณะที่ แท้จริงในสิ่งรอบตัวเหล่านั้น
ระบบและกลไกที่เอื้อหนุนให้ทุกชีวิตในสังคมต่างต้องดิ้นรนไขว่คว้าเพื่อที่จะมีและได้มา
ความหมายของชีวิตถูกสรุปด้วยนิยามคล้ายๆกันคือ การเสพทุกสิ่งที่มีอยู่ให้ได้มากที่สุดทั้ง ในรูปธรรมและนามธรรม
ในเรื่อง ดำเนินเรื่องโดยผู้ชายมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง หรือก็คือพระเอกของเรื่องนี่เอง เขาเล่าความรู้สึกต่างๆ
ของเขาที่ได้ประสบพบเจอในแต่ละวัน รวมทั้งเรื่องราวต่างๆ ในอดีตที่สะสมมา
ซึ่งเขาบรรยายให้เราได้เห็นถึงเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่ง
ที่สุดแสนจะเบื่อหน่ายกับสังคมทุนนิยมที่มองเพียงรูปลักษณ์ภายนอกที่สวยหรู
แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้วกลับพบว่ามันช่างโหดร้าย และเป็นสังคมที่ใกล้จะเน่าขึ้นไปทุกทีๆ สังคมที่มีการกดขี่ การแข่งขัน
สังคมที่ทำให้เขาแทบจะเป็นบ้า
จนได้เจอกับ ไทเลอร์ ที่นำแสดงโดย แพรด พิตต์ ซึ่งเป็นตัวละครที่มีความลึกลับไม่มีที่มาที่ไป
เป็นตัวละครที่มีความคิดบ้าดีเดือดมีอุดมการณ์และจิตวิญญาณแรงกล้า มีความคิดขบถต่อทุกๆสิ่งรอบตัว หล่อ เท่ ฉลาด
แตกต่างจาก พระเอก อย่างสิ้นเชิง เรียกได้ว่าเป็นแม่เหล็กคนละขั้วเลยก็ว่าได้ แต่มันทำให้พระเอก
ค้นพบอะไรบางอย่างของตัวเอง ทำให้เขาลืมที่จะเข้ากลุ่มบำบัดไปเลย นั่นคือการถือกำเนิดขึ้นของ FIGHT CLUBนั่นเอง
ภาพยนต์เรื่องนี้นอกจากความดิบเถื่อนยัง เสียดสีสังคมได้อย่างเจ็บแสบและโคตรจะสะใจ ซึ่งสะท้อนชีวิต
ความคิดของมนุษย์ได้อย่างดีเยี่ยม การมองคนที่ภาพลักษณ์ หรืออะไรก็ตามที่เป็นทุนนิยมมันไร้สาระสิ้นดี
หนังเรื่องนี้ทำให้รู้ว่าการใช้ชีวิตแบบสุดโต่งไม่แคร์โลกมันน่าสนุกกว่า…

จำได้ไหม เลโมนี่ สนิคเก็ต หนังเบียดรางวัล แฮร์รี่ พอตเตอร์

ไม่เพียงมีชื่อยาวเฟื้อยเหมือนแต่ละตอนของ พ่อมดน้อย แฮร์รี่ พอตเตอร์ แต่หนัง
Lemony Snicket's A Series Of Unfortunate Events
สร้างจากวรรณกรรมเยาวชนแนวแฟนตาซีที่ขายดิบ ขายดีในอเมริกาเช่นเดียวกัน
แม้จะโด่งดังระดับโลก น้อยกว่าผลงานของ เจ.เค.โรว์ลิ่ง
เลโมนี่ สนิคเก็ต (Lemony Snicket) ซึ่ง ปรากฏในชื่อหนัง คือนามปากกาที่ แดเนียล
แฮนด์เลอร์ ใช้ในการเขียนวรรณกรรมเยาวชนชุดนี้ มีออกมาแล้ว 11 เล่ม และ 3
เล่มแรก ถูกนํามา ยํารวมกันกลายเป็นหนังชื่อยาวเฟื้อยที่เรากําลัง กล่าวถึง
โดยเจ้าของบทประพันธ์มาเป็นคนเขียน บทภาพยนตร์ด้วยตัวเอง
เรื่องราวในหนัง (และหนังสือ) ของเลโมนี่ สนิคเก็ต
เกี่ยวกับโชคชะตาของพี่น้องตระกูล โบดแลร์ 3 คน คือ ไวโอเล็ต (เอมิลี่ บราวนิ่ง)
คลาวส์ (เลียม ไอเกน) และ ซันนี่ (รับบทโดย คู่แฝด คาร่า และ เชลบี้ ฮอฟฟ์แมน)
ผู้มีชีวิต แสนสมบูรณ์ จนกระทั่งคฤหาสน์โดนไฟไหม้อย่าง ลึกลับ
และพ่อแม่เสียชีวิตในกองเพลิงพวกเขาไม่มีญาติสนิท และพินัยกรรมระบุ เอาไว้ว่า
พวกเขาจะได้ครองสมบัติเมื่อเป็นผู้ใหญ่ เต็มตัวแล้ว
เด็กกําพร้าทั้งสามจึงถูกส่งตัวไปอยู่กับ เคานต์โอลาฟ (จิม แคร์รี่)
นักแสดงผู้หลงตัวเอง และกระหายจะฮุบสมบัติเป็นของตัวเอง
สามพี่น้องพยายามหนีจากเงื้อมมือของโอลาฟ และหนีรอดไปได้
แต่ไม่ว่าพวกเขาจะไปอยู่ที่ไหน ท่านเคานต์ผู้ชั่วร้ายต้องตามไปก่อกวนอยู่ใกล้ๆ
เสมอ
ตอนแรกผมไม่ค่อยอยากกํากับหนังเรื่องนี้ สักเท่าไหร่แบรด ซิลเบอร์ลิ่ง
เล่าให้ฟังเพราะผม ไม่เคยรู้จัก หรือได้ยินชื่อนิยายชุดนี้มาก่อน แต่
หลังจากเดินไปหาข้อมูลในร้านหนังสือ และเอามา อ่าน ผมชอบ
และยินดีจะเป็นผู้กํากับในทันที
เรารู้ดีว่าสามารถแปลงหนังสือชุดนี้ ให้กลาย เป็นหนังคลาสสิกอย่าง The Wizard of
O2 ได้ จูเลีย พิสเตอร์ ผู้บริหารสตูดิโอพาราเมาท์ บอกถึง
ความตั้งใจในการนําหนังสือสําหรับเยาวชนทุกคน
หนังสือชุดนี้ผสมผสานระหว่างทัศนคติ ยุคใหม่กับรายละเอียดยุคเก่า
ผู้กํากับออกความเห็นมันสร้างความรู้สึกเหมือนฝันกลางวันผสมกับฝันร้าย
แบบที่เราเคยมีสมัยเป็นเด็กดังนั้นภาพลักษณ์ของ หนังจึงเป็นลูกผสมระหว่าง
Mary Poppins กับ The Night Of The Hunter หนังทริลเลอร์ปี 1955
อย่างบ้านรูปทรงเหมือนเรือของป้าโจเซฟิน (เมอรีล สตรีพ)
มีลักษณะภายในชวนให้นึกถึงเรือ ดําน้ําของกัปตันนีโม
หรือแมนชั่นของเคานต์โอลาฟ ผู้ชั่วร้าย ภายในเต็มไปด้วยข้าวของที่น่ากลัว เช่น
จานสกปรกนับร้อยใบถูกตั้งทิ้งไว้ในครัวมืดๆ มี เฟอร์นิเจอร์เก่าคร่ําคร่าอายุกว่า
100 ปี และรูป ลูกนัยน์ตาน่ากลัวเต็มไปหมด…

3 อันดับหนังทำเงินแนวแฟนตาซีของ Box Office

ภาพยนตร์หลายเรื่องในยุคนี้กลายเป็นหนังทำเงินมากหน้าหลายตาจนบางเรื่องสามารถล้มแชมป์หนังทำเงินตลอดกาลมาแล้วเช่น อวตาร ที่โคนไททานิคที่ครองตำแหน่งนี้มานานนับสิบๆปีลงได้
ซึ่งถือเป็นมิติใหม่แห่งวงการภาพยนตร์ที่เกิดการแข่งขัน และมีหนังคุณภาพดีถูกผลิตออกมาเรื่อยๆเช่นเดียวกับ 3 อันดับหนังทำเงินที่เราจะมาแนะนำดังต่อไปนี้ที่คุณภาพยอดเยี่ยม
และทำเงินมหาศาลไม่แพ้หนังเรื่องอื่นแม้แต่น้อย

ดิ อเวนเจอร์
เริ่มกันที่เรื่องแรกกับ ดิ อเวนเจอร์
สุดยอดหนังซุปเปอร์ฮีโร่จากค่ายมาเวลที่รวมเหล่ายอดคนพลังเหนือมนุษย์มาร่วมกันเพื่อปราบเหล่าร้ายพิ
ทักษ์โลกที่นับวันจักรวาลของมาเวลก็ยิ่งใหญ่ขึ้นนั่นทำให้ ดิ อเวนเจอร์ น่าสนใจยิ่งขึ้นตามไปด้วย
โดยอเวนเจอร์ถูกทำออกมาถึง 3 ภาคเข้าไปแล้วในปัจจุบัน
ซึ่งภาคล่าสุดเหล่ายอดมนุษย์ต้องต่อกรกับทานอสสุดยอดอภิมหาวายร้ายที่ยากจะเอาชนะ
และเป็นผู้ครอบครองอัญมณีอินฟินิตี้สโตนไว้ในมือเพื่อมีเป้าหมายล้างประชากรจักรวาลไปครึ่งโลกนั่น
ทำให้เหล่า ดิ อเวนเจอร์ต้องช่วยกันยับยั้งไว้ให้ได้ ซึ่งภาคนี้ได้เพื่อนร่วมทีมใหม่ๆเข้ามาเยอะทีเดียว
และที่สำคัญมันกลายเป็นหนังที่ทำรายได้มหาศาลเพียงเข้าฉายในระยะเวลาแค่ไม่กี่วันเท่านั้น
ซึ่งจนถึงตอนนี้ทำเงินไปแล้ว 1405403694 เหรียญสหรัฐ

Furious 7
นับเป็นอีกหนึ่งสุดยอดหนังเฟรนไชร์ที่ไม่ว่าจะออกมากี่ภาคก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงพร้อมกับทำราย
ได้ถล่มทลายอยู่เสมอกับ The Fast and the Furios ที่ทำออกมาแล้วถึง 7 ภาคด้วยกัน
แต่ภาคที่ทำรายได้เยอะที่สุดได้แก่ภาค 7
ที่ถือว่าจะอยู่ในความทรงจำของคอหนังเรื่องนี้ตลอดไปเมื่อเป็นส่วนหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของ
พอล วอคเกอร์ ก่อนที่เจ้าตัวจะประสบอุบัติเหตุ์เสียชีวิตในระหว่างที่หนังยังคงถ่ายทำกันอยู่จนต้องนำ
CG และใช้ตัวแสดง
ซึ่งก็คือน้องชายแท้ๆของเขามาช่วยแสดงเพื่อให้หนังดำเนินต่อไปได้ที่สำคัญแม้จะสูญเสียนักแสดงหลักไ
ป แต่หนังก็ทำออกมาได้เป็นอย่างนี้โดยเฉพาะฉากอำลา พอล
เป็นครั้งสุดท้ายที่ต้องบอกว่าซึ้งกินใจจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่มันจะสามารถทำเงินได้มากถึง
1516045911 เหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

จูราสสิคเวิลด์
ถือเป็นการคัมแบ็คของหนังทำเงินเรื่องหนึ่งของโลกกับจูราสสิค
เวิลด์ที่ในภาคนี้เป็นการเปิดมิติใหม่แห่งโลกไดโนเสาร์กับสวนสนุกที่สามารถเนรมิตรขึ้นมาได้สำเร็จ
แต่น่าเสียดายที่การวิจัยขององกรค์กลับสร้างภัยร้ายให้กับตัวเองจนนำมาสู่หายนะที่ทำให้อาณาจักรไดโ
นเสาร์ต้องล่มสลายลงไป โดยในภาคนี้ทำเงินไป 1671713208 เหรียญสหรัฐ…

ภาพยนต์.อนิเมะ“คีอานู รีฟส์” ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

เคอานู ชาลส์ รีฟส์ เกิดเมื่อวันพุธที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1964 ใน กรุงเบรุต,
ประเทศเลบานอน แม่ของเขาเป็นชาวอังกฤษ
พ่อของเขาเป็นชาวอเมริกันที่มีเชื้อสายฮาวาย จีน โปรตุเกส และอังกฤษ
สามารถเลือกสัญชาติได้สามแบบคือ อเมริกันตามพ่อ หรืออังกฤษตามแม่
หรือแคนาดาตามถิ่นที่อยู่
แต่รีฟส์เลือกแคนาดาเพราะเป็นประเทศที่เขาเติบโตและเริ่มอาชีพนักแสดง
แต่ชีวิตของ คีอานู รีฟส์ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
ที่เขาจะมาประสบความสำเร็จจนถึงทุกวันนี้ได้ เขาต้องเจอกับเหตุการณ์ต่างๆ
ที่เข้ามาถาถมในชีวิตของเขา หลายคนมองว่า คีอานู รีฟส์
เป็นพระเอกชื่อดังระดับฮอลลีวูด มีชีวิตอยู่กินสบาย
ใช้ชีวิตเที่ยวเตร่ตามภาษาดาราชื่อดังต่างๆ แต่สำหรับ คีอานู รีฟส์
นั้นไม่ได้เป็นอย่างที่ทุกคนคิดไว้
มาดูกันว่าชีวิตของเขาที่ผ่านมาต้องเจอกับอะไรมาบ้าง
พ่อทิ้งไปตั้งแต่อายุ 3 ขวบ จึงต้องอยู่กับแม่และน้องที่ป่วยเป็นโรคลูคีเมีย
แม่ต้องแต่งงานใหม่หลายครั้ง เพื่อหาเงินมาเลี้ยงลูกทั้งสอง
ต้องอยู่กับพ่อเลี้ยงหลายคน และพ่อแท้ๆก็มักก่อเรื่องให้ คีอานู ปวดหัวอยู่เสมอ
ต้องคอยประกันตัวจากพฤติกรรมเสพยาอยู่บ่อยครั้ง
คีอานู รีฟส์ ได้มีความผิดปกติในการอ่าน
จึงทำให้การไปโรงเรียนเป็นเรื่องที่ลำบากมาก เพราะมักจะเรียนไม่ทันเพื่อนๆ
และมักจะโดนล้ออยู่บ่อยครั้ง จึงเลือกไปเล่นฮอกกี้น้ำแข็งเป็นผู้เล่น MVP ของทีม
เก่งถึงขั้นวางแผนเล่นอาชีพแต่สุดท้ายก็เจ็บและต้องทิ้งความฝันที่จะเป็นนักกีฬาที
มชาติแคนาดานี้ไป และจากการที่ต้องย้ายโรงเรียนถึง 4 แห่งทำให้
ในที่สุดเขาก็ต้องออกจากโรงเรียนมัธยมปลายโดยที่ไม่ได้รับประกาศนียบัตร
และเมื่อเข้าสู่วงการ เข้าได้เล่นภาพยนตร์ตลกเรื่อง Parenthood
คีอานูได้พบกับ ริเวอร์ ฟีนิกซ์
พวกเขาสนิทกันมากและได้แสดงภาพยนตร์ด้วยกันหลายต่อหลายเรื่อง
แต่ในที่สุดริเวอร์
ฟีนิกซ์ก็เริ่มหันมาเสพเฮโรอีนและเสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาดในปี 1993
หลังจากนั้น คีอานู ถือว่าเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของเขา
และเขาก็แทบไม่สุงสิงกับใครอีกเลย
คีอานู รีฟส์ได้ตกหลุมรักเจนนิเฟอร์
ไซม์นักแสดงสาวคนหนึ่งจนเธออุ้มท้องลูกคนแรก จนเมื่อครบกำหนดคลอด 1999
ปรากฏว่าทารกน้อยเสียชีวิต ทั้งคู่เสียใจมากและเลิกรากันในเวลาต่อมา
ปรากฏว่าในวันที่ 2 เมษายน ปี 2001
เจนนิเฟอร์ก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์
หลังจากเหตุการณ์นี้คีอานูก็ไม่คิดจะมีความสัมพันธ์ และไม่คิดมีลูกอีกเลย
“ความโศกเศร้าได้เปลี่ยนรูปแบบออกไป แต่มันก็ยังคงไม่มีวันที่จะจางหายไป”
ร่างของ ซีมส์ ถูกฝังไว้ข้างๆ หลุมศพของลูกสาวพวกเขา (จนกระทั่ง
คีอานูได้พบกับ สาวข้ามเพศ เจมี่ เคลตัน
โดยที่ไม่สนเลยว่าเธอจะเคยเป็นผู้ชายมาก่อน)
คิม รีฟส์ น้องสาวของ คีอานู ป่วยเป็นโรคลูคีเมีย ทำให้ คีอานู
ต้องหยุดรับเล่นหนังใหญ่ไปนาน เพื่อที่จะได้ดูแลน้องสาวของตัวเองให้หายดี
แต่ตัวคีอานูเองประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์ล้มจนซี่โครงขวาหัก
จากเรื่องราวแสนสาหัสทั้งหมดนี้ ทำให้คีอานู เลิกสนใจสุขภาพ
และงานแสดงไปพักใหญ่ เขาดื่มเหล้า สูบบุหรี่
และเดินเตรดแตร่อย่างไร้จุดหมายที่ไปในแต่ละวัน
“สิ่งที่ผู้คนไม่รู้เกี่ยวกับตัวผมก็คือผมเป็นโรคซึมเศร้าในช่วง 2-3
ปีก่อนหน้านี้ ผมไม่เคยบอกใครเลย
ตอนนั้นผมต้องต่อสู้เพื่อหลุดออกจากภาวะซึมเศร้านั้น
คนที่ฉุดตัวผมจากความสุขก็คือตัวผมเอง ทุกๆวันมีค่า ดังนั้นจงใช้มันอย่างมีค่า
ไม่มีอะไรแน่นอนสำหรับวันพรุ่งนี้ จงใช้ชีวิตในวันนี้เถอะ” คำพูดจาก คีอานู รีฟส์
แต่เรื่องร้ายๆท กลับทำให้เขากลายเป็นคนที่แข็งแกร่ง มีคุณภาพ
และเป็นผู้ชายที่เหล่าคนดังในวงการภาพยนต์
ต่างยกย่องให้เป็นผู้ชายที่นิสัยดีที่สุดใน ฮอลลีวูด…

ภาพยนต์

เคยดูกันไหม ครบ 20 ปี หนังสุดฮิตปี 98

เคยดูกันไหม ครบ 20 ปี หนังสุดฮิตปี 98
Saving Private Ryan
ภาพยนตร์ขึ้นหิ้งเรื่องเยี่ยมจากการกำกับของ สตีเว่น สปีลเบิร์ก นำแสดงโดย ทอม
แฮงค์ และนักแสดงที่ยังดังไม่มากในตอนนั้นอย่าง วิน ดีเซล, แมตต์ เดม่อน
เรื่องราวฉากหลังสงครามในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2
เมื่อมีจดหมายฉบับหนึ่งส่งถึงคุณนายไรอัน แจ้งว่า
ลูกชายทั้งสามคนเสียชีวิตแล้วในสงคราม แต่ยังเหลืออีกคนหนึ่ง คือ เจมส์ ไรอัน (แมตต์
เดม่อน) ที่ยังตกอยู่ในแนวรบของข้าศึก จึงได้เกิดภารกิจเพื่อพาเจมส์ ไรอันกลับบ้าน
โดยมี จอห์น มิลเลอร์ (ทอม แฮงค์) เป็นผู้นำและมีลูกน้องใต้บังคับบัญชาอีก 7 คน
พวกเขาต่างไม่เข้าใจว่า ทำไมต้องเอาชีวิตเพื่อไปเสี่ยงกับคนๆ เดียว
ระหว่างทางที่พวกเขาเผชิญทำให้ได้เรียนรู้ความหมายเกี่ยวกับคุณค่าของชีวิตและมิตร
ภาพ
Armageddon อาร์มาเกดดอน วันโลกาวินาศ
หนังสุดฮิตของผู้กำกับสายระเบิดอย่าง ไมเคิล เบย์ กับภาพยนตร์แอ็คชั่น-ผจญภัย
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้น เมื่อมีดาวหางขนาดยักษ์กำลังพุ่งลงมาสู่พื้นผิวโลก
ผู้อำนวยการนาซ่าพบว่า มีเวลาเหลือเพียง 18 วัน ก่อนที่โลกจะถึงจุดจบ
ความหวังเดียวที่จะหยุดวันสิ้นโลกได้ คือพวกเขาต้องรวบรวมนักขุดเจาะน้ำมันฝีมือดี
เพื่อขึ้นไปฝังระเบิดหัวรบนิวเคลียร์บนดาวหางขนาดยักษ์ ด้วยเวลาเตรียมตัวเพียงแค่
12 วัน เมื่อความหวังของชาวโลกทั้งหมด อยู่ในมือพวกเขา
ไม่ใช่แค่หนังที่โด่งดังและเรียกน้ำตาจากคนดู แต่เพลงของเรื่องนี้ก็ดังมากด้วย คือเพลง
I Don't Want To Miss A Thing จาก Aerosmith
A Bug's Life
แอนิเมชั่นแฝงการเมืองของดิสนีย์ พิกซาร์
เรื่องราวของอาณาจักรมดที่ถูกกดขี่โดยฝูงตั๊กแตน
พวกมดได้แต่หาอาหารมาเป็นเครื่องบรรณาการ โดยที่มีมดชื่อว่า ฟลิกซ์
ซึ่งเป็นมดที่คิดนอกกรอบแต่ถูกมองว่าชอบสร้างปัญหา ให้กับชาวมด
ทำให้เขาถูกส่งไปนอกอาณาจักรเพื่อตามหาผู้กล้าที่จะมาปราบตั๊กแตน
แต่กลับได้คณะละครสัตว์มาแทน
ในตอนท้ายของเรื่องแอนิเมชั่นเรื่องนี้สะท้อนให้เราเห็นเรื่องพลังของความสามัคคีเป็น
น้ำหนึ่งใจเดียวกันในการต้านแรงกดขี่จากผู้ที่มีอำนาจเหนือกว่า

Mulan
ภาพยนตร์แอนิเมชั่นของดิสนีย์ ที่นำวีรกรรมของฮัว มู่หลาน
วีรสตรีของชาวจีนมาถ่ายทอดผ่านลายเส้นการ์ตูน
เรื่องราวของมู่หลาน
หญิงสาวที่ปลอมตัวเป็นชายแทรกตัวไปในกองทหารเพื่อออกรบแทนพ่อ
เรียนรู้คำว่ามิตรภาพและความกล้าหาญ จนนำชัยชนะมาสู่แผ่นดินจีนในที่สุด
ความโดดเด่นของมู่หลานอยู่ที่งานภาพและดนตรีประกอบที่ไพเราะ ได้ คริสติน่า
อากีล่าร์ มาร้องเพลง Reflection
รวมถึงหนังประสบความสำเร็จอย่างมากจนถูกนำมาพัฒนาเป็นภาพยนตร์ Live Action
โดยมีดาราชั้นนำอย่าง หลิวอี้เฟย, ดอนนี่ เยน และ เจ็ท ลี มารับบท
โดยมีกำหนดออกฉายในปี 2020…

ภาพยนต์

The Incredibles

เจาะพลัง แจ็ค-แจ็ค ฮีโร่ทารกแห่งครอบครัว The Incredibles

หากใครได้ชมภาพยนตร์ The Incredibles ภาคแรกเมื่อ 14 ปีที่แล้ว ถ้ายังจำได้
จะมีฉากหนึ่งที่บอกถึงความสามารถของเจ้าหนู แจ็ค-แจ็ค
จากปากคำของพี่เลี้ยงในช่วงท้ายของหนัง ก่อนที่ในฉบับ DVD
จะเผยให้เห็นฉากโชว์ความป่วนของทารกคนนี้ ที่มาพร้อมกับพลังพิเศษมากมาย
แต่สำหรับใน Incredibles 2 นี้ ผู้กำกับ แบรด เบิร์ด ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อแล้วว่า แจ็ค-
แจ็ค จะมีพลังพิเศษมากกว่า 20 แบบ!
ถือว่ามากความสามารถเกินหน้าสมาชิกในครอบครัวทุกคนเลยทีเดียว
โดยผู้กำกับเล่าถึงเหตุผลที่แจ็ค-แจ็คมีพลังพิเศษนี้โดยเปรียบเทียบกับเด็กตัวน้อยทั่ว ๆ
ไปเอาไว้ว่า
“เด็กทารกเล็กๆ สามารถพูดหลายภาษาได้ง่ายมาก
ในตอนเริ่มต้นมันอาจจะดูเหมือนยากมาก จนกระทั่งทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง
เพราะอย่างนั้นไม่แน่ว่าในอนาคต แจ็ค-แจ็ค อาจจะเสียพลังพิเศษไปก็เป็นได้
เพราะเมื่อเขาเริ่มจะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
ผมคิดว่าพวกเราสามารถเลือกพลังพิเศษที่เรารู้สึกเข้ากับมันได้ และเราสนุกที่จะใช้มัน”
แบรด เบิร์ด ยังกล่าวต่ออีกว่า “มันก็เหมือนกับคนทั่วๆ ไป
ที่พวกเขามีความสามารถพิเศษมากมาย มีความสนใจในหลายสิ่ง
และพวกเขาหลงใหลในหลายๆ อย่าง เพราะงั้นใครจะรู้!
เขาอาจจะมีอะไรซ่อนเอาไว้มากกว่านี้ก็ได้ แล้วค่อยๆ ปล่อยบางอย่างทิ้งไปในตอนหลัง
คุณไม่รู้หรอกว่าเขาจะเลือกอะไร นั่นจึงเป็นสิ่งที่เหล่าเด็กทารกเป็นกัน” แบรด เบิร์ด
ให้สัมภาษณ์
หากให้อธิบายให้เห็นภาพแบบง่ายๆ ก็คือ เราสามารถทำอะไรได้หลายต่อหลายอย่าง
ในตอนเด็ก จนโตขึ้นเราเริ่มจะรู้แล้วว่าเราถนัดอะไร ชอบทำอะไร
เลยมุ่งไปในทิศทางนั้น และทำให้มันกลายเป็นความสามารถเฉพาะตัวไป
เช่นเดียวกันกับ แจ็ค-แจ็ค ที่ในตอนนี้เราได้เห็นพลังพิเศษหลายอย่าง
ทั้งกลายเป็นปีศาจ แยกร่าง หรือกระทั่งเคลื่อนย้ายตัวเองได้ในพริบตา
แต่ถ้าในอนาคตแจ็ค-แจ็คโตขึ้น
เขาอาจจะเลือกพลังพิเศษที่ตัวเองถนัดมาแค่อย่างเดียวก็ได้
ใน Incredibles 2 นี้
นอกจากครอบครัวฮีโร่จะต้องเผชิญหน้ากับวายร้ายที่หมายจะใช้ความสามารถของพวก
เขาในการครอบครองโลกแล้ว เขายังต้องรับมือกับพลังพิเศษของหนูน้อยแจ็ค-แจ็ค
ที่กลับมาป่วนให้เราได้ทึ่งกับความสามารถกันอย่างแน่นอน

พบกับภารกิจใหม่ของครอบครัวนี้ได้ใน รวมเหล่ายอดคนพิทักษ์โลก 2 วันนี้
ในโรงภาพยนตร์…

ภาพยนต์

ชื่อใหม่หนังภาคต่อไอ้แมงมุม

Spider Man: Far From Home ชื่อใหม่หนังภาคต่อไอ้แมงมุม

เปิดเผยออกมาแล้วสำหรับ Spider Man: Far From Home ซึ่งเป็นชื่ออย่างเป็นทางการของภาพยนตร์ภาคต่อของสไปเดอร์แมนในเวอร์ชั่นของทอ ม ฮอลแลนด์ โดยเรื่องราวในภาคนี้จะดำเนินเรื่องต่อจาก Avengers 4 ที่มีกำหนดเข้าฉายในช่วงกลางปีหน้า โดยทาง เควิน ไฟกี ประธานบริษัทของมาร์เวลสตูดิโอ ได้ออกมาเปิดเผยถึงคำว่า ‘Home’ ในชื่อนั้นสามารถตีความได้หลากหลาย และพวกเขาชอบที่จะเล่นกับความหมายของมันดั่งที่เคยทำมาแล้วใน Homecoming และยังมีการเปิดเผยเพิ่มเติมว่าในภาคต่อนี้จะพาสไปดี้จะได้ออกจากมหานครนิวยอร์กใ นช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน เพื่อไปปราบวายร้ายกันไกลถึงยุโรป ย้อนกลับไปใน The Amazing Spider Man 2 ในเวอร์ชั่นของแอนดรูว์ การ์ฟิลด์ ก่อนที่เรื่องราวจะบานปลายจนกลายเป็นโศกนาฎกรรม เกว็น สเตซี่ ที่รับบทโดย เอ็มม่า สโตน ก็ได้รับทุนการศึกษาให้ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย Oxford ประเทศอังกฤษ โดย ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ ก็อยากจะเดินทางตามเธอไปด้วย ในฉากที่ทั้งคู่ปรับความเข้าใจกัน ปีเตอร์ ได้บอกกับเกว็นเอาไว้ประมาณว่า “ผมคิดอย่างนี้นะ อังกฤษ พวกเราทั้งคู่ ผมจะตามคุณไปด้วย ผมแค่อยากจะตามไปอยู่กับคุณทุกที่เลย ผมจะติดตามคุณไปตลอดทั้งชีวิต ยังไงที่อังกฤษมันก็ต้องมีอาชญากรรมบ้างอยู่แล้ว” น่าเสียดายที่บทพูดอันโรแมนติคฉากนี้ไม่อาจเกิดขึ้นจริงได้ เพราะไม่ว่าการจากไปของเกว็น สเตซี่ หรือแผนการสร้างหนังสไปเดอร์แมนเวอร์ชั่นของแอนดรูว์ที่ถูกพับไป เราจึงไม่ได้เห็นปีเตอร์ได้ไปผจญภัยในอังกฤษอีก แต่ใน Spider Man: Far From Home นี้จะเป็นการเติมเต็มความฝันให้กับ ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ ในเวอร์ชั่นของแอนดรูว์ การ์ฟิลด์ ด้วยการพาเจ้าหนูสไปดี้ไปปราบเหล่าร้ายถึงประเทศอังกฤษ ซึ่งวายร้ายที่จะมาเป็นคู่ปรับของเขาก็ได้มีประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าจะเป็น มิสเตอริโอ ที่แสดงโดย เจค จิลเลนฮาล ชัดเจนแล้วว่า Spider Man ในเวอร์ชั่นของมาร์เวลนี้กำลังวางแผนต่อเนื่องจาก The Amazing Spider Man ด้วยการค่อย ๆ แนะนำวายร้ายทีม Sinister Six ออกมาเรื่อย ๆ ซึ่งเปรียบเสมือนการสานต่อในสิ่งที่ ดิ อเมซซิ่ง สไปเดอร์แมน ทำไม่ได้ ให้ออกมาเป็นจริง ซึ่งหนังจริงๆ จะออกมาเป็นอย่างไรนั้นต้องรอติดตามกันต่อไป ระหว่างที่รอกองทัพหนังมาร์เวลนี้ เตรียมไปพบกับฮีโร่สายแมลง ที่รอบนี้มาแบบแพ็คคู่อย่าง Ant Man and the Wasp ที่รอคิวเข้าฉาย 4 กรกฎาคมนี้ที่โรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ…