เรื่องราวของ The Purge หนังแอคชั่นดิบเถื่อนสยองขวัญ

หลากจะพูดถึงหนังแนว แอคชั่น, ลุ้นระทึกสยองขวัญ,
ต้องเอาชีวิตรอดมีฉากที่ฆ่ากันแบบดิบเถื่อนคงจะหนีเรื่อง The Purge
ไปไม่พ้น สำหรับ The Purge นั้นเป็นภาพยนตร์สัญชาติอเมริกา
ที่เหล่าถึงคืนแห่งการล้างบาป
ที่ผู้คนสามารถออกมากำจัดคนที่ไม่ชอบได้เลย โดยที่ไม่ผิดกฎหมาย
เรียกได้ว่าในค่ำคืนนี้จะเต็มไปด้วยความป่าเถื่อน
วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องราวของภาพยนตร์เรื่องนี้ในแต่ละภาคกัน
เพราะ The Purge First
ปฐมบทแห่งค่ำคืนอำมหิตที่จะพูดถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด
กำลังจะเข้าฉายบ้านเราในเดือนนี้
ภาคแรก The Purge 2013
เป็นภาคแรกของภาพยนตร์เรื่องนี้
โดยเรื่องราวนั้นได้เล่าถึงยุคเสื่อมโทรมของอเมริกา
ภายใต้ผู้ปกครองใหม่ ที่เรียกว่า นิว ฟาวเดอร์ ออฟ อเมริกา (NFA)
รัฐบาลได้ผลักดันให้มีการร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับที่ 28
เพื่อบัญญัติให้มีเทศกาลแห่งการปลดปล่อย
เป็นวาระสำคัญแห่งชาติปีละครั้ง กับค่ำคื่นแห่งการชำระล้างบาป
ซึ่งถูกจัดขึ้นจะถูกจัดขึ้นเป็นเวลา 12 ชม
โดยให้ทุกคนสามารถเป็นอิสระจากกฎหมาย
และมีสิทธิก่ออาชญากรรมได้ทุกรูปแบบ รวมทั้งการฆ่าคน
โดยจะไม่ถือเป็นความผิดหรือได้รับบทลงโทษใดๆ

ส่วนเรื่องราวนั้นได้พูดถึงครอบครัวหนึ่งซึ่งผู้เป็นพ่อประกอบอาชีพเป็นเ
ซลแมนขายระบบรักษาความปลอดภัย
เพื่อวันชำระล้างบาปนี้โดยเฉพาะ ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรกับพวกเขา

แต่ก็มีชายผิวดำมาเคาะประตูเพื่อขอความช่วยเหลือ
พวกเขาจะทำอย่างไรต่อจากนี้ต้องไปหาชมกันครับ
ภาคสอง The Purge Anarchy 2014
ภาค 2 ยังคงพล็อตเริ่มแบบเดิมเอาไว้ คราวนี้พูดถึง ลีโอ
นายทหารคนหนึ่งที่ต้องการจะแก้แค้นเพราะเขาเสียลูกชายไปในคืนล้า
งบาป แต่แล้วระหว่างทาง เขากลับพบกับคู่แม่ลูก
ที่กำลังตกเป็นเหยื่อการไล่ล่าจากกลุ่มผู้สวมหน้ากาก
เขาจึงออกโรงปกป้องช่วยเหลือพวกเธอ พร้อมๆ
กับการได้พบกับคู่สามีภรรยาที่กำลังจะแยกทางกัน ซึ่งถูกปล้นรถไป
ทั้งหมดจึงต้องร่วมเดินทางฝ่าฟันและหลบซ่อน
เพื่อเอาชีวิตรอดให้พ้นคืนวันดังกล่าว
ภาคสาม The Purge Election Year 2016
ในภาค 3
เป็นเรื่องราวที่ขัดแย้งกันคนในประเทศที่ต้องการจะล้มเลิกเทศกาลชำระ
ล้างบาป โดยสว.สาว ชาร์เลน
ซึ่งเป็นคนเดียวในครอบครัวที่รอดชีวิตจากคืนอำมหิต
เธอต้องต่อสู้เอาชีวิตเพื่อใช้โอกาสที่เธอยังสามารถมีชีวิตอยู่ต่อนี้
ต่อสู้กับอิทธิพลมืดและเหล่านายทุน
ผู้ยังคงสนับสนุนให้เกิดเทศกาลชำระบาปนี้ต่อไป
จากนั้นมีเหตุการณ์มากขึ้นเกิดขึ้น
ส่วนจะเป็นอย่างไรนั้นต้องลองหามาชมกันครับ…

จำได้ไหม เลโมนี่ สนิคเก็ต หนังเบียดรางวัล แฮร์รี่ พอตเตอร์

ไม่เพียงมีชื่อยาวเฟื้อยเหมือนแต่ละตอนของ พ่อมดน้อย แฮร์รี่ พอตเตอร์ แต่หนัง
Lemony Snicket's A Series Of Unfortunate Events
สร้างจากวรรณกรรมเยาวชนแนวแฟนตาซีที่ขายดิบ ขายดีในอเมริกาเช่นเดียวกัน
แม้จะโด่งดังระดับโลก น้อยกว่าผลงานของ เจ.เค.โรว์ลิ่ง
เลโมนี่ สนิคเก็ต (Lemony Snicket) ซึ่ง ปรากฏในชื่อหนัง คือนามปากกาที่ แดเนียล
แฮนด์เลอร์ ใช้ในการเขียนวรรณกรรมเยาวชนชุดนี้ มีออกมาแล้ว 11 เล่ม และ 3
เล่มแรก ถูกนํามา ยํารวมกันกลายเป็นหนังชื่อยาวเฟื้อยที่เรากําลัง กล่าวถึง
โดยเจ้าของบทประพันธ์มาเป็นคนเขียน บทภาพยนตร์ด้วยตัวเอง
เรื่องราวในหนัง (และหนังสือ) ของเลโมนี่ สนิคเก็ต
เกี่ยวกับโชคชะตาของพี่น้องตระกูล โบดแลร์ 3 คน คือ ไวโอเล็ต (เอมิลี่ บราวนิ่ง)
คลาวส์ (เลียม ไอเกน) และ ซันนี่ (รับบทโดย คู่แฝด คาร่า และ เชลบี้ ฮอฟฟ์แมน)
ผู้มีชีวิต แสนสมบูรณ์ จนกระทั่งคฤหาสน์โดนไฟไหม้อย่าง ลึกลับ
และพ่อแม่เสียชีวิตในกองเพลิงพวกเขาไม่มีญาติสนิท และพินัยกรรมระบุ เอาไว้ว่า
พวกเขาจะได้ครองสมบัติเมื่อเป็นผู้ใหญ่ เต็มตัวแล้ว
เด็กกําพร้าทั้งสามจึงถูกส่งตัวไปอยู่กับ เคานต์โอลาฟ (จิม แคร์รี่)
นักแสดงผู้หลงตัวเอง และกระหายจะฮุบสมบัติเป็นของตัวเอง
สามพี่น้องพยายามหนีจากเงื้อมมือของโอลาฟ และหนีรอดไปได้
แต่ไม่ว่าพวกเขาจะไปอยู่ที่ไหน ท่านเคานต์ผู้ชั่วร้ายต้องตามไปก่อกวนอยู่ใกล้ๆ
เสมอ
ตอนแรกผมไม่ค่อยอยากกํากับหนังเรื่องนี้ สักเท่าไหร่แบรด ซิลเบอร์ลิ่ง
เล่าให้ฟังเพราะผม ไม่เคยรู้จัก หรือได้ยินชื่อนิยายชุดนี้มาก่อน แต่
หลังจากเดินไปหาข้อมูลในร้านหนังสือ และเอามา อ่าน ผมชอบ
และยินดีจะเป็นผู้กํากับในทันที
เรารู้ดีว่าสามารถแปลงหนังสือชุดนี้ ให้กลาย เป็นหนังคลาสสิกอย่าง The Wizard of
O2 ได้ จูเลีย พิสเตอร์ ผู้บริหารสตูดิโอพาราเมาท์ บอกถึง
ความตั้งใจในการนําหนังสือสําหรับเยาวชนทุกคน
หนังสือชุดนี้ผสมผสานระหว่างทัศนคติ ยุคใหม่กับรายละเอียดยุคเก่า
ผู้กํากับออกความเห็นมันสร้างความรู้สึกเหมือนฝันกลางวันผสมกับฝันร้าย
แบบที่เราเคยมีสมัยเป็นเด็กดังนั้นภาพลักษณ์ของ หนังจึงเป็นลูกผสมระหว่าง
Mary Poppins กับ The Night Of The Hunter หนังทริลเลอร์ปี 1955
อย่างบ้านรูปทรงเหมือนเรือของป้าโจเซฟิน (เมอรีล สตรีพ)
มีลักษณะภายในชวนให้นึกถึงเรือ ดําน้ําของกัปตันนีโม
หรือแมนชั่นของเคานต์โอลาฟ ผู้ชั่วร้าย ภายในเต็มไปด้วยข้าวของที่น่ากลัว เช่น
จานสกปรกนับร้อยใบถูกตั้งทิ้งไว้ในครัวมืดๆ มี เฟอร์นิเจอร์เก่าคร่ําคร่าอายุกว่า
100 ปี และรูป ลูกนัยน์ตาน่ากลัวเต็มไปหมด…

3 อันดับหนังทำเงินแนวแฟนตาซีของ Box Office

ภาพยนตร์หลายเรื่องในยุคนี้กลายเป็นหนังทำเงินมากหน้าหลายตาจนบางเรื่องสามารถล้มแชมป์หนังทำเงินตลอดกาลมาแล้วเช่น อวตาร ที่โคนไททานิคที่ครองตำแหน่งนี้มานานนับสิบๆปีลงได้
ซึ่งถือเป็นมิติใหม่แห่งวงการภาพยนตร์ที่เกิดการแข่งขัน และมีหนังคุณภาพดีถูกผลิตออกมาเรื่อยๆเช่นเดียวกับ 3 อันดับหนังทำเงินที่เราจะมาแนะนำดังต่อไปนี้ที่คุณภาพยอดเยี่ยม
และทำเงินมหาศาลไม่แพ้หนังเรื่องอื่นแม้แต่น้อย

ดิ อเวนเจอร์
เริ่มกันที่เรื่องแรกกับ ดิ อเวนเจอร์
สุดยอดหนังซุปเปอร์ฮีโร่จากค่ายมาเวลที่รวมเหล่ายอดคนพลังเหนือมนุษย์มาร่วมกันเพื่อปราบเหล่าร้ายพิ
ทักษ์โลกที่นับวันจักรวาลของมาเวลก็ยิ่งใหญ่ขึ้นนั่นทำให้ ดิ อเวนเจอร์ น่าสนใจยิ่งขึ้นตามไปด้วย
โดยอเวนเจอร์ถูกทำออกมาถึง 3 ภาคเข้าไปแล้วในปัจจุบัน
ซึ่งภาคล่าสุดเหล่ายอดมนุษย์ต้องต่อกรกับทานอสสุดยอดอภิมหาวายร้ายที่ยากจะเอาชนะ
และเป็นผู้ครอบครองอัญมณีอินฟินิตี้สโตนไว้ในมือเพื่อมีเป้าหมายล้างประชากรจักรวาลไปครึ่งโลกนั่น
ทำให้เหล่า ดิ อเวนเจอร์ต้องช่วยกันยับยั้งไว้ให้ได้ ซึ่งภาคนี้ได้เพื่อนร่วมทีมใหม่ๆเข้ามาเยอะทีเดียว
และที่สำคัญมันกลายเป็นหนังที่ทำรายได้มหาศาลเพียงเข้าฉายในระยะเวลาแค่ไม่กี่วันเท่านั้น
ซึ่งจนถึงตอนนี้ทำเงินไปแล้ว 1405403694 เหรียญสหรัฐ

Furious 7
นับเป็นอีกหนึ่งสุดยอดหนังเฟรนไชร์ที่ไม่ว่าจะออกมากี่ภาคก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงพร้อมกับทำราย
ได้ถล่มทลายอยู่เสมอกับ The Fast and the Furios ที่ทำออกมาแล้วถึง 7 ภาคด้วยกัน
แต่ภาคที่ทำรายได้เยอะที่สุดได้แก่ภาค 7
ที่ถือว่าจะอยู่ในความทรงจำของคอหนังเรื่องนี้ตลอดไปเมื่อเป็นส่วนหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของ
พอล วอคเกอร์ ก่อนที่เจ้าตัวจะประสบอุบัติเหตุ์เสียชีวิตในระหว่างที่หนังยังคงถ่ายทำกันอยู่จนต้องนำ
CG และใช้ตัวแสดง
ซึ่งก็คือน้องชายแท้ๆของเขามาช่วยแสดงเพื่อให้หนังดำเนินต่อไปได้ที่สำคัญแม้จะสูญเสียนักแสดงหลักไ
ป แต่หนังก็ทำออกมาได้เป็นอย่างนี้โดยเฉพาะฉากอำลา พอล
เป็นครั้งสุดท้ายที่ต้องบอกว่าซึ้งกินใจจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่มันจะสามารถทำเงินได้มากถึง
1516045911 เหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

จูราสสิคเวิลด์
ถือเป็นการคัมแบ็คของหนังทำเงินเรื่องหนึ่งของโลกกับจูราสสิค
เวิลด์ที่ในภาคนี้เป็นการเปิดมิติใหม่แห่งโลกไดโนเสาร์กับสวนสนุกที่สามารถเนรมิตรขึ้นมาได้สำเร็จ
แต่น่าเสียดายที่การวิจัยขององกรค์กลับสร้างภัยร้ายให้กับตัวเองจนนำมาสู่หายนะที่ทำให้อาณาจักรไดโ
นเสาร์ต้องล่มสลายลงไป โดยในภาคนี้ทำเงินไป 1671713208 เหรียญสหรัฐ…

ภาพยนต์.อนิเมะ“คีอานู รีฟส์” ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

เคอานู ชาลส์ รีฟส์ เกิดเมื่อวันพุธที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1964 ใน กรุงเบรุต,
ประเทศเลบานอน แม่ของเขาเป็นชาวอังกฤษ
พ่อของเขาเป็นชาวอเมริกันที่มีเชื้อสายฮาวาย จีน โปรตุเกส และอังกฤษ
สามารถเลือกสัญชาติได้สามแบบคือ อเมริกันตามพ่อ หรืออังกฤษตามแม่
หรือแคนาดาตามถิ่นที่อยู่
แต่รีฟส์เลือกแคนาดาเพราะเป็นประเทศที่เขาเติบโตและเริ่มอาชีพนักแสดง
แต่ชีวิตของ คีอานู รีฟส์ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
ที่เขาจะมาประสบความสำเร็จจนถึงทุกวันนี้ได้ เขาต้องเจอกับเหตุการณ์ต่างๆ
ที่เข้ามาถาถมในชีวิตของเขา หลายคนมองว่า คีอานู รีฟส์
เป็นพระเอกชื่อดังระดับฮอลลีวูด มีชีวิตอยู่กินสบาย
ใช้ชีวิตเที่ยวเตร่ตามภาษาดาราชื่อดังต่างๆ แต่สำหรับ คีอานู รีฟส์
นั้นไม่ได้เป็นอย่างที่ทุกคนคิดไว้
มาดูกันว่าชีวิตของเขาที่ผ่านมาต้องเจอกับอะไรมาบ้าง
พ่อทิ้งไปตั้งแต่อายุ 3 ขวบ จึงต้องอยู่กับแม่และน้องที่ป่วยเป็นโรคลูคีเมีย
แม่ต้องแต่งงานใหม่หลายครั้ง เพื่อหาเงินมาเลี้ยงลูกทั้งสอง
ต้องอยู่กับพ่อเลี้ยงหลายคน และพ่อแท้ๆก็มักก่อเรื่องให้ คีอานู ปวดหัวอยู่เสมอ
ต้องคอยประกันตัวจากพฤติกรรมเสพยาอยู่บ่อยครั้ง
คีอานู รีฟส์ ได้มีความผิดปกติในการอ่าน
จึงทำให้การไปโรงเรียนเป็นเรื่องที่ลำบากมาก เพราะมักจะเรียนไม่ทันเพื่อนๆ
และมักจะโดนล้ออยู่บ่อยครั้ง จึงเลือกไปเล่นฮอกกี้น้ำแข็งเป็นผู้เล่น MVP ของทีม
เก่งถึงขั้นวางแผนเล่นอาชีพแต่สุดท้ายก็เจ็บและต้องทิ้งความฝันที่จะเป็นนักกีฬาที
มชาติแคนาดานี้ไป และจากการที่ต้องย้ายโรงเรียนถึง 4 แห่งทำให้
ในที่สุดเขาก็ต้องออกจากโรงเรียนมัธยมปลายโดยที่ไม่ได้รับประกาศนียบัตร
และเมื่อเข้าสู่วงการ เข้าได้เล่นภาพยนตร์ตลกเรื่อง Parenthood
คีอานูได้พบกับ ริเวอร์ ฟีนิกซ์
พวกเขาสนิทกันมากและได้แสดงภาพยนตร์ด้วยกันหลายต่อหลายเรื่อง
แต่ในที่สุดริเวอร์
ฟีนิกซ์ก็เริ่มหันมาเสพเฮโรอีนและเสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาดในปี 1993
หลังจากนั้น คีอานู ถือว่าเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของเขา
และเขาก็แทบไม่สุงสิงกับใครอีกเลย
คีอานู รีฟส์ได้ตกหลุมรักเจนนิเฟอร์
ไซม์นักแสดงสาวคนหนึ่งจนเธออุ้มท้องลูกคนแรก จนเมื่อครบกำหนดคลอด 1999
ปรากฏว่าทารกน้อยเสียชีวิต ทั้งคู่เสียใจมากและเลิกรากันในเวลาต่อมา
ปรากฏว่าในวันที่ 2 เมษายน ปี 2001
เจนนิเฟอร์ก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์
หลังจากเหตุการณ์นี้คีอานูก็ไม่คิดจะมีความสัมพันธ์ และไม่คิดมีลูกอีกเลย
“ความโศกเศร้าได้เปลี่ยนรูปแบบออกไป แต่มันก็ยังคงไม่มีวันที่จะจางหายไป”
ร่างของ ซีมส์ ถูกฝังไว้ข้างๆ หลุมศพของลูกสาวพวกเขา (จนกระทั่ง
คีอานูได้พบกับ สาวข้ามเพศ เจมี่ เคลตัน
โดยที่ไม่สนเลยว่าเธอจะเคยเป็นผู้ชายมาก่อน)
คิม รีฟส์ น้องสาวของ คีอานู ป่วยเป็นโรคลูคีเมีย ทำให้ คีอานู
ต้องหยุดรับเล่นหนังใหญ่ไปนาน เพื่อที่จะได้ดูแลน้องสาวของตัวเองให้หายดี
แต่ตัวคีอานูเองประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์ล้มจนซี่โครงขวาหัก
จากเรื่องราวแสนสาหัสทั้งหมดนี้ ทำให้คีอานู เลิกสนใจสุขภาพ
และงานแสดงไปพักใหญ่ เขาดื่มเหล้า สูบบุหรี่
และเดินเตรดแตร่อย่างไร้จุดหมายที่ไปในแต่ละวัน
“สิ่งที่ผู้คนไม่รู้เกี่ยวกับตัวผมก็คือผมเป็นโรคซึมเศร้าในช่วง 2-3
ปีก่อนหน้านี้ ผมไม่เคยบอกใครเลย
ตอนนั้นผมต้องต่อสู้เพื่อหลุดออกจากภาวะซึมเศร้านั้น
คนที่ฉุดตัวผมจากความสุขก็คือตัวผมเอง ทุกๆวันมีค่า ดังนั้นจงใช้มันอย่างมีค่า
ไม่มีอะไรแน่นอนสำหรับวันพรุ่งนี้ จงใช้ชีวิตในวันนี้เถอะ” คำพูดจาก คีอานู รีฟส์
แต่เรื่องร้ายๆท กลับทำให้เขากลายเป็นคนที่แข็งแกร่ง มีคุณภาพ
และเป็นผู้ชายที่เหล่าคนดังในวงการภาพยนต์
ต่างยกย่องให้เป็นผู้ชายที่นิสัยดีที่สุดใน ฮอลลีวูด…

ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1964 : บุษบาริมทาง

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1964
อีกหนึ่งเรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น เห็นจะหนีไม่พ้น บุษบาริมทาง
หรือ My Fair Lady
ภาพยนตร์เพลงที่ถ่ายทำด้วยระบบซูเปอร์พานาวิชั่น 70 มม.
พร้อมได้ผู้กำกับมือทองอย่าง จอร์จ คูเกอร์ คอยดูแลอย่างใกล้ชิด
บุษบาริมทาง หรือ My Fair Lady สร้างจาก
ละครเพลงบรอดเวย์ ของ Lerner & Loewe
ที่โด่งดังในชื่อเดียวกัน
ซึ่งดัดแปลงจากบทละครชวนหัวเสียดสีสังคมชนชั้นอย่าง
Pygmalion ของ จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์
โดยตัวภาพยนตร์ บุษบาริมทาง หรือ My Fair Lady
จะกล่าวถึงบุษบาริมทางนางหนึ่งนาม เอไลซ่า ดูลิทเติ้ล
เป็นสาวค็อกนีย์ชนชั้นล่างของอังกฤษ ที่เร่ขายดอกไม้
เนื้อตัวมอมแมม ออกแนวเปิ่นๆ โกะๆ
ชอบตะโกนขายของเสียงดังไปทั่วตลาด
กระทั่งวันหนึ่งชะตากรรมพลิกผัน เมื่อได้พบ เฮนรี่ ดิกกิ้นส์
ผู้เชี่ยวชาญภาษาศาสตร์
ที่ได้พนันกับเพื่อนนายพลไว้ว่าจะขัดเกลานางค็อกนีย์ให้เป็นเลดี้ผู้
สูงศักดิ์ให้ได้ เอไลซ่า ผู้ทุกข์ทนรนร้อนกับชีวิตข้างถนนมานาน
ก็ยอมเอาตัวเข้าเป็นเบี้ยพนัน หวังได้ใช้ชีวิตสุขสบายกับเขาบ้าง
หลังจากนั้นเวลาก็ผ่านไปเรื่อยๆ กระทั่ง เอไลซ่า
ไปปรากฏตัวเป็นดาวเด่นกลางงานเริงรำ
กลายเป็นแน่งน้อยพริ้มเพราถูกพระทัยองค์ราชินี
เป็นที่สนอกสนใจของมหาชนทั่วทั้งงานอย่างล้นหลาม ทำให้
เฮนรี่ ปลื้มปริ่มกับผลงานของตัวเอง
จนมองข้ามบางอย่างที่สำคัญไป
ทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมาจะเห็นว่าเนื้อหาของภาพยนตร์ไม่ได้ซับซ้
อนอะไร และเชื่อว่าทุกคนสามารถเดาตอนจบของ My Fair Lady
ได้ไม่ยาก

แต่ความสำคัญของภาพยนตร์เรื่องนี้อยู่ที่อรรถรสในการรับชมที่ดูเ
พลิดเพลินสนุกสนานมากกว่า
เพราะอย่างที่บอกไปตั้งแต่ตอนต้นว่า บุษบาริมทาง หรือ My
Fair Lady เป็นภาพยนตร์เพลง
มันจึงเหมือนคุณกำลังชมละครเวทีภาคจอเงินอยู่
ตัวละครทุกคนจะออกมาร้องเพลงประสานเสียงและเต้นกันเป็นช่วง
ๆ อันเปรียบเสมือนสวรรค์สำหรับคนที่พิสมัยละครเวที
นอกจากนี้ภาพยนตร์อย่าง บุษบาริมทาง หรือ My Fair Lady
ยังเสียดสีสังคมอังกฤษที่แบ่งชนชั้นในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะการวางให้พระเอกอย่าง เฮนรี่
เป็นผู้มีความรู้กว้างขวางในเรื่องของความแตกต่างของสำเนียงกา
รพูด
นั่นก็เพราะในสมัยนั้นสำเนียงการพูด
อาจใช้ระบุได้ถึงสถานที่เกิด ที่อยู่อาศัยปัจจุบัน หรือการศึกษาได้
ขณะที่นางเอกเป็นแม่ค้าขายดอกไม้
ที่มีสำเนียงภาษาแบบชาวตลาด
การเปรียบเทียบจึงเกิดขึ้นทันทีที่ทั้งคู่รู้สึกรักกัน
สุดท้าย บุษบาริมทาง หรือ My Fair Lady
ก็กลายเผ็นภาพยนตร์เพลงอีกเรื่องที่ได้รับการยกขึ้นหิ้ง
โดยหนังใช้ทุนสร้างมากถึง 17 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงพอสมควร
แต่ท้ายที่สุดก็ทำเงินเข้าเป้าที่จำนวน 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ…

ที่สุดของที่สุด : 3 หนังสงครามที่ครองใจคนทั่วโลก

หนังสงครามคือหนึ่งในประเภทหนังที่โดนใจใครหลายคนด้วยความเป็นภาพยนตร์ที่มีหลากหลายอารม
ณ์อีกยังมีข้อคิดดีๆสะท้อนมุมมืดของสังคมได้อีกต่างหาก และนี่คือ 3ภายนตร์สงครามที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา
แหกมฤตยูแดนข้าศึก
โดยหนังเรื่องนี้ออกฉายเมื่อปี 2001 แม้จะผ่านเวลามายาวนาน
แต่มันยังคงเป็นหนังสงครามที่ได้รับความนิยมตลอดกาลเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว
ซึ่งเนื้อเรื่องนั้นถูกอิงมาจากเหตุการณ์จริงที่เคื่องบินลาดตระเวนลำหนึ่งของทหารที่ชื่อ นาวาอากาศเอก
สก็อตต์ โอ เกรดี้ ของสหรัฐที่ถูกศัตรูยิงตกในบอสเนีย ซึ่งเป็นเขตการสู้รบอันดุเดือด โดย คริสเบอร์เนตต์
ตัวเอกของเรื่องที่รับหน้าที่ในการปฏิบัติภารกิจดังกล่าวต้องโชคร้ายโดนยิงจนเครื่องตกลงไปในแดนข้า
ศึก นั่นทำให้เขาต้องพยายามหนีตายเพื่อเอาชีวิตรอด
และเพื่อนำภาพความโหดร้ายที่แอบถ่ายมาได้จากผู้นำเผด็จการของฝ่ายศัตรูไปเผยแพร่ให้ทั่วโลกได้รับรู้
โดยเนื้อเรื่องนั้นเข้มข้นในทุกๆตอนที่ต้องคอยลุ้นว่าพระเอกจะสามารถรอดพ้นเงื้อมมือของศัตรูได้หรือไม่
พลาทูน
นี่คือหนังที่สร้างดาราให้ดังขึ้นมาเปรี้ยงปร้างหลายคนภายใต้การกำกับของ โอลิเวอร์ สโตน
และได้รับการยกย่องว่าเป็นหนังที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในยุคนั้น สำหรับ พลาทูน
ถูกนำออกมาฉายในปี 1986 ที่เล่าเรื่องย้อนไปในยุคของสงครามเวียดนาม
โดยเป็นการเจาะไปที่ทหานอเมริกันกลุ่มหนึ่งที่ได้รับภารกิจให้เข้าไปในพื้นที่ฝ่ายศัตรู
ซึ่งมีเรื่องที่ซับซ้อนนั่นคือพวกเดียวกันไว้ใจไม่ได้ทำห้ต้องคอยระวังศึกทั้งสองด้านนั่นเพราะด้วยความเห
นื่อยล้า ความหิวโหยทำให้พวกเขาเกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมาได้ตลอดเวลา
สำหรับเนื้อเรื่องนั้นต้องบอกว่าสะท้อนความโหดร้ายของสงครามเวียดนามได้อย่างสมจริงรวมถึงฉากแต่
ละฉากที่เปรียบเสมือนพาคุณเข้าไปชมเหตุการณ์จริงๆในห้วงเวลานั้นเลยทีเดียว
และด้วยความสมจริงรวมถึงเรื่องราวสุดเข้มข้นจึงไม่น่าแปลกที่มันยังคงกลายเป็นหนังสงครามที่หลายคน
ยังคงนึกถึงมาจนปัจจุบันนี้เพิร์ล ฮาร์เบอร์
เอ่ยชื่อมาหลายคนคงร้องอ๋อกันเป็นแถวสำหรับสุดยอดหนังสงครามเรื่องหนึ่งที่โลกเคยมีมาอาจจะไม่ใช่แนวบู๊เลือดสาด
แต่อันแน่นไปด้วยเรื่องราวที่อิงมาจากหน้าประวัติศาสตร์จริงๆในยุคสงครามโลกครั้งที่สองที่
จักรวรรดิญี่ปุ่นตัดสินใจแอบปล่อบกลุ่มฝูงบินรบเข้ามาโจมตีเรือรบที่อยู่ในอ่าวเพิร์ล
ฮาร์เบอร์แบบทีเผลอจนทำให้สหรัฐอเมริกาต้องสูญเสียเรือรบรวมถึงกำลังพลมากมาย
และนับเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ในสงครามโลกครั้งที่สองอีกด้วย
นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวความรักสามเศร้าให้ได้ลุ้นน้ำตานองไปพร้อมๆกัน โดยถูกออกฉายครั้งแรกในปี
2001 แม้ช่วงแรกจะถูกเสียงวิจารณ์ว่าบทเรื่องยาวเกินไปจนน่าเบื่อ
ทว่าสุดท้ายมันกลับสามารถครองใจคอหนังหลายคนได้อยู่หมัด
และขึ้นแท่นหนังสงครามชั้นเซียนที่ใครอยากจะมาเทียบ…

3 ภาพยนตร์เกี่ยวกับแม่มดที่ได้รับความนิยมตลอดกาล

นอกจากหนังผีสยองขวัญอีกหนึ่งประเภทที่คนคอหนังแนวนี้ชื่นชอบคงหนีไม่พ้นเรื่องราวเกี่ยวกับแม่มด
ซึ่งถูกถ่ายทอดออกมาเป็นภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่อง และนี่คือสุดยอดหนังแม่มด 3
อันดับที่เราอยากจะมาแนะนำ
Hansel & Gretel: Witch Hunters
เริ่มกันที่เรื่องแรกกับ Hansel & Gretel: Witch Hunters
ซึ่งน่าเป็นหนังเกี่ยวกับแม่มดที่มีความแอคชั่นเข้ามาใส่แบบสุดๆ
โดยเปลี่ยนจากเรื่องราวนิทานยอดฮิตของสองพี่น้องที่ถูกหลอกเข้าไปให้แม่มดกินในป่า
โดยทั้งสองได้โรยขนมปังไว้เพื่อเป็นทางหนีกลับบ้านเช่นเดียวกับเรื่องนี้ที่ยังคงเอกลักษณ์ของเรื่องไว้
แต่การเล่าเรื่องจะเน้นไปในวยผู้ฝใหญ่ที่สองพี่น้องหนีออกมาได้สำเร็จ
และเติบโตจนกลายเป็นคู่พี่น้องล่าแม่มดชื่อดังนั่นทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนังแอคชั่นไล่ล่าแม่มดที่คอ
ยก่อกวนอาละวาดไปตามเมืองต่างๆ
โดยมีแม่มดตัวร้ายที่สุดหวังจะยึดครองโลกนี้เอาไว้จึงได้รวมพรรคพวกเพื่อทำพิธีบางอย่างที่จะทำให้แข็ง
แกร่งไร้เทียมทานจนสามารถยึดครองโลกได้เป็นเหตุให้สองพี่น้อง
และเหล่าคนที่ร่วมทีมจะต้องร่วมมือกันยับยั้งพิธีกรรมนั้นให้ได้เพื่อการดำรงอยู่ของโลกต่อไป
The Conjuring
เรื่องต่อมาคือ The Conjuring หลายคนเห็นชื่อนี้อาจมองว่ามันคือหนังผี แต่จริงๆแล้ว The Conjuring
ในภาคนี้เป็นการเล่าเรื่องของสองคู่หูคู่รักที่ครั้งหนึ่งเคยเดินทางไปปราบผีที่คอยตามรังควานครอบครัวห
นึ่ง โดยครอบครัวนั้นเป็นครอบครัวตระกูลเพอรรอน ที่อยู่ในโรด ไอซ์แลนด์ ในปี 1971
ที่ได้ย้ายเข้ามาอยู่บ้านหลังใหม่
แต่หลังจากเข้ามาอยู่ก็ต้องเจอกับเหตุการณ์แปลกประหลาดเหนือธรรมชาติในทุกๆคืนนั่นทำให้ผู้เป็นแม่
ต้องไปร้องขอให้ เอ็ด และลอเรน
วอร์เรนมาช่วยทำพิธีไล่ผีออกจากบ้านเพื่อให้ครอบครัวกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกอีกครั้ง
ก่อนที่ทุกคนจะพบว่าผีตัวดังกล่าวคือหญิงที่ชื่อเบธชีบา ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินแห่งนี้
และเป็นผู้ที่นิยมลัทธิแม่มดมนต์ดำทำให้ก่อนตายได้ร่ายมนเอาไว้
และวิญญาณอาฆาตนั้นก็ยังไม่ไปไหนจนคอยรังควาน และเกิดความสยองของหนังเรื่องนี้
The Last Witch Hunter
เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นพี่วิน ดีเซล เปลี่ยนมารับบทหนังแอคชั่นล่าแม่มดแบบนี้
เพราะภาพเดิมๆที่หลายคนคุ้นตาคงเป็นบทบาทของ โดมินิค ทอเรตโต้
ขาซิ่งระดับพระกาฬที่ผ่านความอันตรายมาทุกรูปแบบหรือในบทของพยัคฆ์ร้ายทริปเปิ้ลเอ็กซ์
โดยในเรื่องนี้เขารับบทเป็นชายผู้ล่าแม่มดเมื่อหลายร้อยปีก่อนที่ได้บุกเข้ารังแม่มดร้ายพร้อมพวกเพื่อสังห
าร และล้างแค้นหลังต้องสูญเสียครอบครัวด้วยฝีมือของแม่มดนางนี้
ทว่าก่อนตายได้ถูกสาปเอาไว้ว่าไม่ให้เขาได้ตาย
และต้องรู้จักรสชาติความเจ็บปวดที่ต้องเห็นคนรักตายตกไปตามกันทำให้เขามีชีวิผ่านมาจนถึงปัจจุบัน
โดยเมื่อเข้าสู่ยุคสมัยใหม่เขาได้เจอกับแม่มดดีนางหนึ่งที่ต่อมาได้ร่วมมือกันต่อสู้กับแม่มดร้ายตัวเดิมที่สา
ปเขาเอาไว้ และกลับคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งเพื่อครองโลกทำให้เขา
และเพื่อนร่วมศึกต้องร่วมมือกันเพื่อต่อสู้ปกป้องโลกเอาไว้ให้ได้…

วันเผด็จศึก

ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1962 : วันเผด็จศึก

 

 ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1962 อีกหนึ่งเรื่องที่พลาดไม่ได้

ในยุคนั้น เห็นจะหนีไม่พ้น วันเผด็จศึก หรือ The Longest Day ภาพยนตร์อิงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สงครามโลก ครั้งที่ 2 ที่ได้ เคน แอนนาคิน, แอนดรูว์ มาร์ตัน, เบิร์นฮาร์ด วิชกี้, เกิร์ด ออสวัลด์ และ ดาร์ริล เอฟ.ซานุค ร่วมกันรับหน้าที่กำกับการแสดง

วันเผด็จศึก หรือ The Longest Day เป็นภาพยนตร์ที่บอกเล่าสมรภูมิหนึ่งที่โดดเด่นที่สุดในสงครามโลก ครั้งที่ 2 คือการยกพลขึ้นบกครั้งใหญ่สุดของฝ่ายสัมพันธมิตร ในวันที่ 6 มิถุนายน 1944 ณ ชายหาดนอร์มังดี ประเทศฝรั่งเศส

ซึ่งเรื่องราวจริงในภาพยนตร์ วันเผด็จศึก หรือ The Longest Day ก็ยาวนานสมชื่อ เพียงแต่มีการร่นระยะเวลาลงมาเพื่อความกระชับ แต่กลับเต็มไปด้วยความละเมียดละไมในการลำดับเรื่องราวภายใต้เวลา 178 นาที ตลอดการรับชม

โดยเรื่องราวในภาพยนตร์ วันเผด็จศึก หรือ The Longest Day จะบอกเล่าหน้าที่ต่างๆ ของ ฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ยกพลบุก นอร์มังดี สถานที่ซึ่งกองทัพเยอรมันกำลังยึดครองอยู่ และเป็นสมรภูมิรบแห่งความตายที่ผู้ชนะเท่านั้นจึงสามารถยืนหยัดอยู่ได้

เริ่มต้นจากหน้าที่ต่างๆ ของฝ่ายสัมพันธมิตร ที่ภาพยนตร์ วันเผด็จศึก หรือ The Longest Day บอกเล่า เริ่มตั้งแต่เวลากลางคืน ที่มีส่งข่าวเป็นรหัสวิทยุให้หน่วยใต้ดินฝรั่งเศส เริ่มงานต่างๆ เช่น ตัดการสื่อสารระหว่างหน่วยทหารเยอรมัน และ ระเบิดทางรถไฟ

จากนั้น หน่วยคอมมานโดอังกฤษ จะโจมตีสะพานที่แม่น้ำออร์น ก่อนที่ทหารเยอรมันจะทำลายทิ้ง และรักษาไว้จนกว่า ทหารอังกฤษ ที่ยกพลขึ้นบกจะเดินทางมาช่วย ตามด้วย หน่วยพลร่มของอเมริกัน จะกระโดดร่มลงหลังแนวข้าศึก ที่เมืองแซงแมร์เอกลิส และ คาแรนแทน

โดยศึกครั้งนั้นที่ นอร์มังดี มีพลร่มจาก กองพลอากาศโยธินที่ 82 และ กองพลอากาศโยธินที่ 101 ซึ่งในภาพยนตร์ วันเผด็จศึก หรือ The Longest Day จะเน้นที่กองพลอากาศโยธินที่ 82 ที่จะต้องยึดแซงแมร์เอกลิส เป็นหลัก

ไปจนถึงการยกพลขึ้นบกบนชายหาดนอร์มังดี ทั้งหมด 5 จุด ใหญ่ หรือ 5 ชายหาด กับปฏิบัติการอีก 2 จุดย่อย 5 ชายหาด ที่เรียกเป็นชื่อรหัส ได้แก่ Sword โดยทหารอังกฤษ, Juno โดยทหารแคนาดา, Gold โดยทหารอังกฤษ, Omaha และ Utah โดยทหารอเมริกัน

ส่วนอีกสองจุด ได้แก่ หน่วยคอมมานโดฝรั่งเศส ที่ขึ้นบกจากหาด Sword ไปยัง Ouistreham และที่หน่วยแรงเยอร์อเมริกัน ขึ้นบกที่ Pointe du Hoc เพื่อหน้าที่ในการกำจัดหน่วยปืนใหญ่ที่จะสนับสนุนทหารที่ป้องกันหาดโอมาฮ่า

เกริ่นมาเพียงแค่นี้ท่านผู้อ่านก็น่าจะพอมองเห็นความยิ่งใหญ่ของภาพยนตร์ วันเผด็จศึก หรือ The Longest Day ที่ใช้ทุนสร้างแค่ประมาณ 9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่กวาดเงินก้อนโตเข้ากระเป๋ากว่า 33 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

เรียกได้ว่าใครที่เป็นคอหนังสงครามหรือชื่นชอบเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สำคัญของโลก ไม่ควรพลาดภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จากเมื่อแ 1962 จาก วันเผด็จศึก หรือ The Longest Day ที่แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นาน แต่ยังความคลาสสิคไม่เสื่อมคลาย…