ค่ายดีซี เผยชื่อที่จะใช้ในจักรวาลหนังฮีโร่ของตัวเอง

DCEU หรือ DC Extended Universe
หรือเป็นชื่อที่แฟนหนังใช้เรียกจักรวาลภาพยนตร์ดีซีอย่างไม่เป็นทางการ
แต่สำหรับในงานคอมมิคคอนปีนี้ ทางค่ายหนังอย่าง วอร์เนอร์ฯ ได้เผยชื่อ Worlds of
DC ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในการเผยชื่อที่จะใช้อย่างเป็นทางการ
สำหรับหนังที่ทาง วอร์เนอร์ฯ นำไปเสนอในปีนี้ประกอบด้วย Aquaman, Shazam! และ
Wonder Woman 1984 ซึ่งเป็นหนังที่วางกำหนดฉายไว้แล้วทั้งหมด
ซึ่งมีทั้งที่อยู่ระหว่างการถ่ายทำและถ่ายทำเสร็จไปแล้ว
แต่ไม่มีการพูดถึงหนังที่เคยเผยโปรเจคต์มาก่อนหน้านี้อย่าง The Batman, Batgirl,
Suicide Squad 2 หรือ The Flash
การเผยชื่อใหม่อย่างเป็นทางการครั้งนี้
น่าจะยิ่งทำให้หนังในชุดใหม่ที่กำลังจะเข้าฉายดึงตัวออกห่างจากโลกของ Justice
League ที่แซ็ค สไนเดอร์ สร้างขึ้นไว้ก่อนหน้านี้
ซึ่งอาจเป็นการรีแบรนด์หนังของดีซีขึ้นใหม่อีกด้วย
สำหรับหนังเรื่องต่อไปของ Worlds of DC ที่มีกำหนดฉายในปลายปีนี้ คือ Aquaman
ตามมาด้วย Shazam! ที่จะออกฉายในเดือน เมษายน ปี 2019
แฟนๆ จากฉบับหนังสือคอมมิคคงรู้จัก Shazam! กันดี
เมื่อครั้งที่ตีพิมพ์ครั้งแรกโดยฟอว์เซ็ตต์คอมมิคส์ในปี 1939
ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กชายวัย 14 ชื่อบิลลี่ แบ็ตสัน
ที่กลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในร่างผู้ใหญ่ด้วยการตะโกนคาถาว่า “ชาแซม!”
ก่อนที่จะกลายเป็นฮีโร่ในชื่อ Captain Marvel ก่อนที่จะเลิกตีพิมพ์ในปี 1953
หลังจากนั้นในปี 1967 ค่ายมาร์เวลคอมมิคส์ได้มีฮีโร่ของตัวเองออกมาในชื่อเดียวกัน
และได้จดลิขสิทธิ์ชื่อนี้เป็นชื่อการค้า เมื่อดีซีได้ลิขสิทธิ์ Captain Marvel
จากเจ้าของสิทธิ์อย่างฟอว์เซ็ตต์เพื่อตีพิมพ์ใหม่ในปี 1972
จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนหัวหนังสือใหม่เป็น Shazam แต่แฟนๆ
ที่ติดตามก็ยังมีหลายคนที่เรียกชื่อเดิมอย่างกัปตันมาร์เวลเดิมอยู่ซึ่งอาจทำให้เกิดความสับสนกัน
หลายคนอาจจะสงสัยกันว่า Shazam! ฉบับภาพยนตร์จะหาทางออกในเรื่องนี้อย่างไร
เพราะทั้ง Shazam! กับ Captain Marvel
ของมาร์เวลสตูดิโอต่างก็ออกฉายในปีเดียวกัน
ผู้กำกับของหนังอย่าง เดวิด แซนด์เบิร์ก ให้สัมภาษณ์แก่เอ็นเตอร์เทนเมนท์วีคลี่ว่า
ตัวละครจะใช้ชื่อ Shazam แต่ก็จะเอาเรื่องชื่อที่สับสนนี้มาใช้เป็นมุกหนึ่งในหนัง
“เอาเป็นว่า เราจะเล่นสนุกนิดหน่อยต่อเรื่องนี้ในหนัง แต่โดยหลักๆ แล้ว
เขาเป็นที่รู้จักในชื่อ Shazam ซึ่งก็สมเหตุผลอยู่ เพราะความเข้าใจสับสนเรื่องนี้”
โดยแซนด์เบิร์กไม่ได้เผยว่า จะเล่นมุกอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องชื่อนี้
ซึ่งแฟนหนังต้องรอติดตามชมกันในหนังที่จะออกฉายในเดือนเมษายน 2019…

จัด 6 สุดยอดหนังอวกาศของโลกฮอลลีวู้ด

ภาพยนตร์เกี่ยวกับอวกาศนั้นมีมานานมากๆ
และได้รับความนิยมมากตลอดจนทำให้หลายค่ายต่างหันมาจับหนังแนวนี้กันเยอะ
ซึ่งบ้างก็ประสบความสำเร็จบ้างก็ล้มเหลว
แต่บางเรื่องก็ยังคงได่รับการกล่าวถึงว่าเป็นหนังเกี่ยวกับอวกาศที่ดีมากๆจนเป็นที่พูดถึงในปัจจุบัน
และนี่คือ 3 อันดับหนังอวกาศที่เราจะแนะนำคุณ
A Space Odyssey
ถือเป็นหนังอวกาศที่คลาสสิคมากๆเพราะมันถูกออกฉายในปี 1968 เวลานั้นบางคนยังไม่เกิดด้วยซ้ำ
โดยหนังว่าด้วยกลุ่มนักสำรวจที่ออกไปค้นหาอารยธรรมใหม่ๆนอกโลก
แต่ประเด็นสำคัญที่หลายคนให้ความสนใจนั่นคือมันถ่ายทอดเรื่องของเทคโนโลยีออกมาได้เป็นอย่างดี
ทำให้ตัวหนังมีความล้ำยุคเกี่ยวกับเทคโนโลยีมากๆยิ่งหากคนในปัจจุบันได้ชมก็อาจจะสนุกยิ่งกว่าเดิมเพ
ราะจะได้เห็นว่าคนในยุคเก่านั้นจินตการเทคโนโลยีในโลกอนาคตซึ่งก็คือเวลานี้ไว้ได้อย่างไร
และบางอย่างมันก็เป็นจริงในปัจจุบันนี้ด้วย
ส่วนการเดินเรื่องอาจจะมีความงงอยู่บ้างแถมแต่ละฉากยังเดินช้าไปเยอะ
ซึ่งก็เป็นสไตล์การทำหนังของยุคเก่า แต่โดยรวมแล้วถือว่าทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว
และเป็นหนังเกี่ยวกับอวกาศอีกหนึ่งเรื่องที่คุณไม่ควรพลาด
Apollo 13
หลายคนคงยังจำกันได้กับชื่อยานอพอลโล 13 อันโด่งดัง
ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นยานสำรวจอวกาศลำแรกที่ได้ไปเหยียบดวงจันทร์มาแล้ว โดย Apollo 13
เดินเรื่องได้แปลกไปจากหนังแนวอวกาศเรื่องอื่นที่มีความซับซ้อนมรชนเรื่องของวิทยาศาสตร์เข้ามาเกี่ย
วข้อง แต่กับเรื่อนนี้ไม่ต้องเอาสิ่งนั้นเข้ามาปวดหัวระหว่างดู
ซึ่งแน่นอนว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างมาจากเรื่องจริงของเหตุการณ์ปล่อย Apollo 13
สู่ดวงจันทร์ของนาซาร์
ทว่าระหว่างก่อนไปถึงกลับมีปัญหาเรื่องของระบบเครื่อนยนตร์จนท้ายที่สุดจากภารกิจเดินทางสำรวจดว
ยงจันทร์ต้องเปลี่ยนมาเป็นภารกิจหนีตายกลับมายังโลกอีกครั้ง
โดยตัวหนังนอกจากจะได้รสชาติหนังอวกาศใหม่ๆแล้วยังให้ความสนุกไปกับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
ของนักบินอีกด้วย
Armageddon
นี่คือหนึ่งในหนังอวกาศที่ได้ชื่อว่าเป็นอีกเรื่องที่ดีที่สุด
แม้จะมีบางกระแสไม่ให้การตอบรับที่ดีสักเท่าไหร่เพราะบางทฤษฏีนั้นดูขัดแย้งเกินจริง
แต่มันก็ยังคงเป็นหนังอวกาศที่อยู่ในใจแฟนหนังหลายคน อมาเกดอน
ว่าด้วยกลุ่มนักขุดเจาะน้ำมันมือฉมังที่ได้รับภารกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตให้เดินทางไปนอกโลกเพื่อทำกา
รขุดเจาะอุกกาบาตที่กำลังวิ่งพุ่งชนโลก โดยให้ใส่ระเบิดเข้าไปเพื่อให้อุกกาบาตระเบิด
และเบนเข็มไปในทิศทางอื่น
ซึ่งนอกจากจะเป็นภารกิจที่ท้าทายยังเป็นภารกิจเสี่ยงจายอีกต่างหากแถมยังมีฉากเศร้าเรียกน้ำตาของพ่
อ และลูกที่ต้องจากกัน ซึ่งเรื่องนี้ยังได้นักแสดงระดับแม่เหล็กหลายคนมาช่วยถ่ายทอดเรื่องราวนี้อีกด้วย…

เดือดปะทะเดือด! King of Monster กับสงครามแห่งมอนสเตอร์

เร็วๆ นี้ แฟนหนังสัตว์ประหลาดกำลังจะได้ชมหนังเรื่องใหม่ในจักรวาลของก็อดซิลล่า
Godzilla: King of the Monster ซึ่งการกลับมาในครั้งนี้
จะเต็มไปด้วยการปะทะกันของเหล่าอสูรกายตัวยักษ์ที่จัดหนักกว่าในภาคก่อน
วันนี้เราจะมาย้อนเรื่องราวในอดีตของ Rodan และ Godzilla
ที่อาจจะมีผลส่งต่อไปถึงเนื้อเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นใน King of Monster ก็เป็นได้
Rodan เป็นสัตว์ประหลาดยักษ์ตัวแรกที่มีหนังเป็นของตัวเองจากทางค่าย Toho ต่อจาก
Godzilla ที่มักปรากฎตัวออกมาในฐานะคู่ปรับตัวสำคัญเสมอ ทั้งแบบเป็นศัตรูและเป็นมิตร
Rodan ปรากฏตัวครั้งแรกขึ้นในปี 1956 ในภาคต่อของ Godzilla ที่มีชื่อว่า Godzilla
Raids Again แต่เมื่อหนังเรื่องนี้ไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่หวัง
ทางค่ายหนังจึงคิดแผนดันหนังสัตว์ประหลาดเรื่องอื่นขึ้นมาเพื่อให้ดังเหมือน Godzillaจึงถือเป็นจุดกำเนิดของ Rodan
จากงาน Comic-Con ที่ค่ายหนังมักปล่อยตัวอย่างจากโปรเจคต์หนังใหม่และทีเด็ดอื่นๆ
ให้แฟนหนังได้ตื่นเต้นกัน สำหรับโปรเจคต์ Godzilla เราได้เห็นการระเบิดของศูนย์วิจัย
Monarch บนภูเขาไฟและปลุกให้ Rodan ตื่นขึ้นมา
พร้อมกับการทำลายล้างที่รุนแรงมากของ เช่น การใช้เท้าปัดเครื่องบินจนร่วงระเบิด
หรือการทำให้เมืองเหมือนโดนพายุและพังทลายไปในพริบตาจากการบินผ่านเมือง
สิ่งที่เราได้เห็นนี้ มีความเป็นไปได้ว่า Rodan อาจจะมาเป็นตัวร้ายในหนัง Godzilla 2
แน่นอน แต่จะเกิดอะไรขึ้นหากตัวอย่างเพียงแค่สับขาหลอกคุณเท่านั้น
แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าตัวอย่างอาจตัดหลอก แล้วให้ Rodan ฝ่ายเดียวกันกับ
Godzilla และ Mothra หากมันร่วมมือกันเพื่อล้ม King Ghidorah ราชาแห่ง Monster
ที่น่าสะพรึงกลัวนี้ก็คงจะน่าสนุกไม่น้อย
ในขณะเดียวกันก็มีความเป็นไปได้ที่ในช่วงแรกเริ่ม ทั้ง Godzilla, Mothra และ Rodan
อาจจะมีความขัดแย้งกันอยู่บ้าง แต่เมื่อ King Ghidorah ถูกปลุกตื่นขึ้นมา
โลกทั้งใบก็วุ่นวายเพราะราชาแห่งสัตว์ประหลาดอันน่าสะพรึงกลัวตัวนี้
และทำให้มอนสเตอร์ทั้งสามต้องจำยอมมาร่วมมือกันเพื่อล้มเจ้า Ghidorah
และคืนสมดุลให้กับทั้งโลกอีกครั้ง เหมือนอย่างที่ทั้ง 3
เคยร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาบ้างแล้วในหนัง Godzilla ตอนเก่าๆ
นอกจากนี้ Michael Dougherty ผู้กำกับ King of the Monster
ยังเผยว่าเขาเป็นแฟนตัวยงของ Rodan อีกด้วย
ไม่แน่ว่าเขาอาจจะปั้นมันให้เป็นตัวดีและเพื่อขายต่อในอนาคตเหมือนอย่างที่ Tohoเคยทำก็เป็นได้…

จัดอันดับภาพยนตร์ไดโนเสาร์ที่ดีที่สุดแห่งโลกฮอลลีวู้ด 1

ภาพยนตร์เกี่ยวกับไดโนเสาร์ถือเป็นหนึ่งในหนังทำเงินมาโดยตลอด
และเรียกความสนใจจากผู้ชมได้ทุกครั้งจนบางเรื่องกลายเป็นหนังทำเงินถล่มทลายชนิดติดท็อปเทนของ
โลกมาแล้ว และนี่คือ 3 เรื่องแรกที่เราจัดอันดับมาให้ได้ชมกัน ไปติดตามกันได้เลย

Jurassic World (2015)
การกลับมาอีกครั้งของหนังแฟรนไชส์ไดโนเสาร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกกับจูราสสิลเวิร์ด
ที่ในภาคนี้เป็นการสานต่อจาก จูราสสิค พาร์ค 3 ดั้งเดิมเมื่อ 10 กว่าปีก่อน
และเป็นการเดินเรื่องเชื่อมต่อกันจากสวนสนุกไดโนเสาร์ที่สร้างไม่สำเร็จ
แต่มาในภาพนี้ถูกเล่าด้วยการที่สวนสนุกแห่งนี้สามารถเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวได้สำเร็จเป็นครั้งแรก
พร้อมด้วยไดโนเสาร์จัดแสดงโชว์มากมายแถมยังมีวิธีการเดินเรื่องที่น่าสนใจทำเอาถูกใจคอหนังทั่วโลก
และมันสามารรถทำรายได้มากถึง 1.67 พันล้านเหรียญเลยทีเดียว
นอกจากนี้อีกสิ่งหนึ่งที่จะขาดไม่ได้คือฉากแอคชั่นมนุษย์สู้กับไดโนเสาร์
ซึ่งภาคนี้ก็นำฉากต่างๆมายัดเอาไว้ได้อย่างลงตัว
และจัดว่ามันส์ไม่น้อยด้วยทั้งหมดจึงไม่แปลกที่คอหนังต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าคุ้มค่าการรอคอบมากว่า 10 ปี

Ice Age: Dawn of the Dinosaurs (2009)
เปลี่ยนจากหนังไดโนเสาร์ตัวใหญ่เวอร์ชั่นคนแสดงสมจริงมาดูแบบอนิเมชั่นกันบ้างกับ ไอเอจ
โดยก่อนจะกลายเป็นเฟรชไชส์ชื่อดังภาคแรกของไอเอจ ถูกปล่อยฉายในโรงภาพยนตร์ครั้งแรกในปี
2009 ซึ่งเป็นภาพพิเศษที่แยกมาจากไอเอจภาคหลักอีกที โดยว่าด้วยชิด
ลูกทีเร็กซ์ที่มีเรื่องราวปัญหาต่างๆในชีวิตจนนำไปสู่การออกผจญภัยในโลกกว้างแถมระหว่างเรื่องก็มีตัว
ละครหลายตัวที่มีปมต่างๆให้คิดอยู่ตลอดเวลา
ซี่งหนังเองก็แทรกข่อคิดไว้ได้เป็นอย่างดีแถมยังมีฉากซึ้งๆในตัวอีกด้วย
และแน่นอนว่าสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยหากพูดถึงไอเอจ นั่นคือฉากฮาๆ
ซึ่งเรื่องนี้มาใส่มาแบบจัดเต็มเหมือนกัน

Walking with Dinosaurs 2013
อีกหนึ่งอนิเมชั่นไดโนเสาร์ที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดกับการนำเทคโนโลยี CGI มาใช้ในการสร้าง
และไม่ใช่ว่าโดดเด่นเฉพาะเทคโนโลยีนี้เท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้ Walking with Dinosaurs
ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดคือเรื่องความสมจริงในการอ้างอิงความเป็นมาของไดโนเสาร์พันธ์ต่างๆที่ผู้เลี่ยวชาญยังบอกว่าสมจริงที่สุดไม่มีการแต่งเติมมากจนเกินไป
เพราะบางเรื่องที่เคยทำออกมาก็มีการแต่งเติมที่เกินจริงจนทำให้กระแสไม่ได้รบัความนิยมสักเท่าไหร่นั่นเอง

Fight Club หนังของลูกผู้ชายตัวจริง

ลูกผู้ชายอย่างเราๆมักจะหาหนังดีๆ ที่โดนใจจริงๆมาดูยาก และหากว่าติดใจเรื่องไหนแล้วก็จะยกให้เป็นสุดยอดขวัญใจ
เหมือนอย่างที่หลายคนนั้นยกย่องผลงานเรื่อง Fight Club หรือชื่อไทยว่า ไฟท์ คลับ ดิบดวลดิบ
ผลงานการนำแสดงของสุดหล่ออย่าง แพรด พิตต์ จากผู้กำกับอย่าง เดวิด ฟินเชอร์
ที่ทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นตำนานของลูกผู้ชาย ใครไม่เคยดูโปรดอย่าเรียกตัวเองว่าลูกผู้ชาย วันนี้เราจะมีพูดถึงไฟท์คลับ
แม้ว่ากฏข้อแรกคือห้ามพูดถึงไฟท์คลับก็ตาม
ในสังคมทุนนิยมที่มองรูปลักษณ์ภายนอกสวยหรู มั่นคงมั่งคั่ง แต่ทว่าหากเพ่งเข้าไปอย่าง
ลึกซึ้งแล้วกลับพบเพียงความกลวงโบ๋และเปราะบาง วัตถุรวมทั้งรูปแบบในการดำเนินชีวิตที่ แลดูทันสมัย มีรสนิยม
เป็นดั่งม่านหนาทึบอันซับซ้อนลวงตา จนยากที่จะมองเห็นถึงสรณะที่ แท้จริงในสิ่งรอบตัวเหล่านั้น
ระบบและกลไกที่เอื้อหนุนให้ทุกชีวิตในสังคมต่างต้องดิ้นรนไขว่คว้าเพื่อที่จะมีและได้มา
ความหมายของชีวิตถูกสรุปด้วยนิยามคล้ายๆกันคือ การเสพทุกสิ่งที่มีอยู่ให้ได้มากที่สุดทั้ง ในรูปธรรมและนามธรรม
ในเรื่อง ดำเนินเรื่องโดยผู้ชายมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง หรือก็คือพระเอกของเรื่องนี่เอง เขาเล่าความรู้สึกต่างๆ
ของเขาที่ได้ประสบพบเจอในแต่ละวัน รวมทั้งเรื่องราวต่างๆ ในอดีตที่สะสมมา
ซึ่งเขาบรรยายให้เราได้เห็นถึงเรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่ง
ที่สุดแสนจะเบื่อหน่ายกับสังคมทุนนิยมที่มองเพียงรูปลักษณ์ภายนอกที่สวยหรู
แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้วกลับพบว่ามันช่างโหดร้าย และเป็นสังคมที่ใกล้จะเน่าขึ้นไปทุกทีๆ สังคมที่มีการกดขี่ การแข่งขัน
สังคมที่ทำให้เขาแทบจะเป็นบ้า
จนได้เจอกับ ไทเลอร์ ที่นำแสดงโดย แพรด พิตต์ ซึ่งเป็นตัวละครที่มีความลึกลับไม่มีที่มาที่ไป
เป็นตัวละครที่มีความคิดบ้าดีเดือดมีอุดมการณ์และจิตวิญญาณแรงกล้า มีความคิดขบถต่อทุกๆสิ่งรอบตัว หล่อ เท่ ฉลาด
แตกต่างจาก พระเอก อย่างสิ้นเชิง เรียกได้ว่าเป็นแม่เหล็กคนละขั้วเลยก็ว่าได้ แต่มันทำให้พระเอก
ค้นพบอะไรบางอย่างของตัวเอง ทำให้เขาลืมที่จะเข้ากลุ่มบำบัดไปเลย นั่นคือการถือกำเนิดขึ้นของ FIGHT CLUBนั่นเอง
ภาพยนต์เรื่องนี้นอกจากความดิบเถื่อนยัง เสียดสีสังคมได้อย่างเจ็บแสบและโคตรจะสะใจ ซึ่งสะท้อนชีวิต
ความคิดของมนุษย์ได้อย่างดีเยี่ยม การมองคนที่ภาพลักษณ์ หรืออะไรก็ตามที่เป็นทุนนิยมมันไร้สาระสิ้นดี
หนังเรื่องนี้ทำให้รู้ว่าการใช้ชีวิตแบบสุดโต่งไม่แคร์โลกมันน่าสนุกกว่า…

ภาพยนต์หลอนประสาทของไทย

1.บ้านขังวิญญาณ
ครอบครัวหนึ่งได้ซื้อบ้านโดยไม่ได้ตรวจสอบประวัติว่าบ้านหลังที่ซื้อ มีประวัติอะไรบ้าง
เมื่อเข้าไปอยู่ในบ้านก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้นมากมายกับคนใน ครอบครัว
2.“บุปผาราตรี” เรื่องหลอนๆ ปนฮา แต่น่ากลัวสุดๆ ของวิญญาณพยาบาทสาว ที่คอยวนเวียนอยู่ที่ห้อง
ความเฮี้ยนของเธอทำให้ผู้คนต่างหวาดผวาพากันย้ายออกไปตามๆ กัน
เดือดร้อนถึงเจ๊สี่เจ้าของออสการ์อพาร์ทเมนท์ที่ต้องควานหาหมอผี
3.นางนาก
ตำนานรักระหว่างวิญญาณสาวและชายหนุ่มแห่งคลองพระโขนง เรื่องราวความรักสุดคลาสิคของ “นางนาก”
วิญญาณหญิงสาวตายทั้งกลมที่รอชายคนรัก “พ่อมาก” ให้กลับมาระหว่างสงคราม และเมื่อ “มาก” กลับมา “นาก”
ก็ทำทุกวิถีทางที่จะอยู่ร่วมกัน จนเมื่อ “มาก” รู้ความจริงว่า “เมีย” ที่ตัวเองนอนกอดอยู่ทุกวันนั้นไม่ใช่คน
4.คุกกองปราบ
ในค่ำคืนหนึ่งเวลาประมาณ ตี 3 จู่ๆ นายสมบูรณ์ ทองคำ ผู้ต้องหาคดีกรรโชก
ปล่อยเงินกู้สาวใหญ่เรียกดอกเบี้ยสุดโหด แถมอ้างตัวเป็นนายดาบกองปราบ
ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในห้องขังก็ร้องโวยวายขึ้นมาว่า ถูกผีชายชุดแดงหลอก โดยผีชายชุดแดงมาชวนไปอยู่ด้วย
5.ตายโหง
“ก้อง” ชายหนุ่มรักสนุก ที่ความผิดพลาดเพียงชั่ววูบ
ได้พาเขาไปเผชิญกับฝันร้ายที่จะไม่มีวันได้ตื่นขึ้นมาในค่ำคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
หลังจากมาส่งของที่ผับชื่อดังแล้ว เมื่อกลับออกมาก็ได้เจอกับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งเพิ่งออกมาจากผับแห่งนี้ เช่นกัน
ทันใดนั้นอามณ์ดิบ หื่น ตามสัญชาติญาณก็อุบัติขึ้น
6.ชัตเตอร์
หนังผีเรื่องแรกของ GTH ที่ทำรายได้เกิน 100
ล้านบาทและยังเป็นหนังที่ถูกซื้อไปฉายหลายประเทศเพราะเรื่องเล่ามีความสากล
ความเด็ดคือการนำภาพถ่ายติดวิญญาณมาเล่าเรื่องนั่นเอง
7.“ผีช่องแอร์”หญิงสาวคนหนึ่งที่ถูกฆ่าแล้วหั่นศพ ส่วนตัวยัดใต้เตียง และส่วนหัวถูกนำไปซ่อนในช่องแอร์
ในโรงแรมแห่งหนึ่งของ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา วิญญาณสาวจะออกมาทักทายทุกผู้คนที่เข้ามาพัก
และตามล่ามาอยู่ในโลกวิญญาณในที่สุด
8.ผีสามบาท
“ผีสามบาท” ต้นกำเนิดหนังผีสไตล์หลากเรื่องหลายรสที่นำมาต่อเนื่องกัน โดยเรื่องราวทั้ง 3 ของหนัง
จากความเชื่อของการทำน้ำมันพราย สู่เรื่องราวน่าสยองของคนเมืองที่เหงา เศร้าและอยากมีคู่
และเรื่องสุดท้าย"จองเวร" เรื่องของหญิงสาวที่ผูกคอตายนำไปสู่การติดตามผู้ต้องสงสัยที่น่าสะพรึงกลัว
ด้วยบรรยากาศการถ่ายทำอันน่าขนลุกทำให้เรื่องนี้เป้นหนังผียอกฮิตเลยก็ว่าได้…

เรื่องราวของ The Purge หนังแอคชั่นดิบเถื่อนสยองขวัญ

หลากจะพูดถึงหนังแนว แอคชั่น, ลุ้นระทึกสยองขวัญ,
ต้องเอาชีวิตรอดมีฉากที่ฆ่ากันแบบดิบเถื่อนคงจะหนีเรื่อง The Purge
ไปไม่พ้น สำหรับ The Purge นั้นเป็นภาพยนตร์สัญชาติอเมริกา
ที่เหล่าถึงคืนแห่งการล้างบาป
ที่ผู้คนสามารถออกมากำจัดคนที่ไม่ชอบได้เลย โดยที่ไม่ผิดกฎหมาย
เรียกได้ว่าในค่ำคืนนี้จะเต็มไปด้วยความป่าเถื่อน
วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องราวของภาพยนตร์เรื่องนี้ในแต่ละภาคกัน
เพราะ The Purge First
ปฐมบทแห่งค่ำคืนอำมหิตที่จะพูดถึงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด
กำลังจะเข้าฉายบ้านเราในเดือนนี้
ภาคแรก The Purge 2013
เป็นภาคแรกของภาพยนตร์เรื่องนี้
โดยเรื่องราวนั้นได้เล่าถึงยุคเสื่อมโทรมของอเมริกา
ภายใต้ผู้ปกครองใหม่ ที่เรียกว่า นิว ฟาวเดอร์ ออฟ อเมริกา (NFA)
รัฐบาลได้ผลักดันให้มีการร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับที่ 28
เพื่อบัญญัติให้มีเทศกาลแห่งการปลดปล่อย
เป็นวาระสำคัญแห่งชาติปีละครั้ง กับค่ำคื่นแห่งการชำระล้างบาป
ซึ่งถูกจัดขึ้นจะถูกจัดขึ้นเป็นเวลา 12 ชม
โดยให้ทุกคนสามารถเป็นอิสระจากกฎหมาย
และมีสิทธิก่ออาชญากรรมได้ทุกรูปแบบ รวมทั้งการฆ่าคน
โดยจะไม่ถือเป็นความผิดหรือได้รับบทลงโทษใดๆ

ส่วนเรื่องราวนั้นได้พูดถึงครอบครัวหนึ่งซึ่งผู้เป็นพ่อประกอบอาชีพเป็นเ
ซลแมนขายระบบรักษาความปลอดภัย
เพื่อวันชำระล้างบาปนี้โดยเฉพาะ ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรกับพวกเขา

แต่ก็มีชายผิวดำมาเคาะประตูเพื่อขอความช่วยเหลือ
พวกเขาจะทำอย่างไรต่อจากนี้ต้องไปหาชมกันครับ
ภาคสอง The Purge Anarchy 2014
ภาค 2 ยังคงพล็อตเริ่มแบบเดิมเอาไว้ คราวนี้พูดถึง ลีโอ
นายทหารคนหนึ่งที่ต้องการจะแก้แค้นเพราะเขาเสียลูกชายไปในคืนล้า
งบาป แต่แล้วระหว่างทาง เขากลับพบกับคู่แม่ลูก
ที่กำลังตกเป็นเหยื่อการไล่ล่าจากกลุ่มผู้สวมหน้ากาก
เขาจึงออกโรงปกป้องช่วยเหลือพวกเธอ พร้อมๆ
กับการได้พบกับคู่สามีภรรยาที่กำลังจะแยกทางกัน ซึ่งถูกปล้นรถไป
ทั้งหมดจึงต้องร่วมเดินทางฝ่าฟันและหลบซ่อน
เพื่อเอาชีวิตรอดให้พ้นคืนวันดังกล่าว
ภาคสาม The Purge Election Year 2016
ในภาค 3
เป็นเรื่องราวที่ขัดแย้งกันคนในประเทศที่ต้องการจะล้มเลิกเทศกาลชำระ
ล้างบาป โดยสว.สาว ชาร์เลน
ซึ่งเป็นคนเดียวในครอบครัวที่รอดชีวิตจากคืนอำมหิต
เธอต้องต่อสู้เอาชีวิตเพื่อใช้โอกาสที่เธอยังสามารถมีชีวิตอยู่ต่อนี้
ต่อสู้กับอิทธิพลมืดและเหล่านายทุน
ผู้ยังคงสนับสนุนให้เกิดเทศกาลชำระบาปนี้ต่อไป
จากนั้นมีเหตุการณ์มากขึ้นเกิดขึ้น
ส่วนจะเป็นอย่างไรนั้นต้องลองหามาชมกันครับ…

จำได้ไหม เลโมนี่ สนิคเก็ต หนังเบียดรางวัล แฮร์รี่ พอตเตอร์

ไม่เพียงมีชื่อยาวเฟื้อยเหมือนแต่ละตอนของ พ่อมดน้อย แฮร์รี่ พอตเตอร์ แต่หนัง
Lemony Snicket's A Series Of Unfortunate Events
สร้างจากวรรณกรรมเยาวชนแนวแฟนตาซีที่ขายดิบ ขายดีในอเมริกาเช่นเดียวกัน
แม้จะโด่งดังระดับโลก น้อยกว่าผลงานของ เจ.เค.โรว์ลิ่ง
เลโมนี่ สนิคเก็ต (Lemony Snicket) ซึ่ง ปรากฏในชื่อหนัง คือนามปากกาที่ แดเนียล
แฮนด์เลอร์ ใช้ในการเขียนวรรณกรรมเยาวชนชุดนี้ มีออกมาแล้ว 11 เล่ม และ 3
เล่มแรก ถูกนํามา ยํารวมกันกลายเป็นหนังชื่อยาวเฟื้อยที่เรากําลัง กล่าวถึง
โดยเจ้าของบทประพันธ์มาเป็นคนเขียน บทภาพยนตร์ด้วยตัวเอง
เรื่องราวในหนัง (และหนังสือ) ของเลโมนี่ สนิคเก็ต
เกี่ยวกับโชคชะตาของพี่น้องตระกูล โบดแลร์ 3 คน คือ ไวโอเล็ต (เอมิลี่ บราวนิ่ง)
คลาวส์ (เลียม ไอเกน) และ ซันนี่ (รับบทโดย คู่แฝด คาร่า และ เชลบี้ ฮอฟฟ์แมน)
ผู้มีชีวิต แสนสมบูรณ์ จนกระทั่งคฤหาสน์โดนไฟไหม้อย่าง ลึกลับ
และพ่อแม่เสียชีวิตในกองเพลิงพวกเขาไม่มีญาติสนิท และพินัยกรรมระบุ เอาไว้ว่า
พวกเขาจะได้ครองสมบัติเมื่อเป็นผู้ใหญ่ เต็มตัวแล้ว
เด็กกําพร้าทั้งสามจึงถูกส่งตัวไปอยู่กับ เคานต์โอลาฟ (จิม แคร์รี่)
นักแสดงผู้หลงตัวเอง และกระหายจะฮุบสมบัติเป็นของตัวเอง
สามพี่น้องพยายามหนีจากเงื้อมมือของโอลาฟ และหนีรอดไปได้
แต่ไม่ว่าพวกเขาจะไปอยู่ที่ไหน ท่านเคานต์ผู้ชั่วร้ายต้องตามไปก่อกวนอยู่ใกล้ๆ
เสมอ
ตอนแรกผมไม่ค่อยอยากกํากับหนังเรื่องนี้ สักเท่าไหร่แบรด ซิลเบอร์ลิ่ง
เล่าให้ฟังเพราะผม ไม่เคยรู้จัก หรือได้ยินชื่อนิยายชุดนี้มาก่อน แต่
หลังจากเดินไปหาข้อมูลในร้านหนังสือ และเอามา อ่าน ผมชอบ
และยินดีจะเป็นผู้กํากับในทันที
เรารู้ดีว่าสามารถแปลงหนังสือชุดนี้ ให้กลาย เป็นหนังคลาสสิกอย่าง The Wizard of
O2 ได้ จูเลีย พิสเตอร์ ผู้บริหารสตูดิโอพาราเมาท์ บอกถึง
ความตั้งใจในการนําหนังสือสําหรับเยาวชนทุกคน
หนังสือชุดนี้ผสมผสานระหว่างทัศนคติ ยุคใหม่กับรายละเอียดยุคเก่า
ผู้กํากับออกความเห็นมันสร้างความรู้สึกเหมือนฝันกลางวันผสมกับฝันร้าย
แบบที่เราเคยมีสมัยเป็นเด็กดังนั้นภาพลักษณ์ของ หนังจึงเป็นลูกผสมระหว่าง
Mary Poppins กับ The Night Of The Hunter หนังทริลเลอร์ปี 1955
อย่างบ้านรูปทรงเหมือนเรือของป้าโจเซฟิน (เมอรีล สตรีพ)
มีลักษณะภายในชวนให้นึกถึงเรือ ดําน้ําของกัปตันนีโม
หรือแมนชั่นของเคานต์โอลาฟ ผู้ชั่วร้าย ภายในเต็มไปด้วยข้าวของที่น่ากลัว เช่น
จานสกปรกนับร้อยใบถูกตั้งทิ้งไว้ในครัวมืดๆ มี เฟอร์นิเจอร์เก่าคร่ําคร่าอายุกว่า
100 ปี และรูป ลูกนัยน์ตาน่ากลัวเต็มไปหมด…

3 อันดับหนังทำเงินแนวแฟนตาซีของ Box Office

ภาพยนตร์หลายเรื่องในยุคนี้กลายเป็นหนังทำเงินมากหน้าหลายตาจนบางเรื่องสามารถล้มแชมป์หนังทำเงินตลอดกาลมาแล้วเช่น อวตาร ที่โคนไททานิคที่ครองตำแหน่งนี้มานานนับสิบๆปีลงได้
ซึ่งถือเป็นมิติใหม่แห่งวงการภาพยนตร์ที่เกิดการแข่งขัน และมีหนังคุณภาพดีถูกผลิตออกมาเรื่อยๆเช่นเดียวกับ 3 อันดับหนังทำเงินที่เราจะมาแนะนำดังต่อไปนี้ที่คุณภาพยอดเยี่ยม
และทำเงินมหาศาลไม่แพ้หนังเรื่องอื่นแม้แต่น้อย

ดิ อเวนเจอร์
เริ่มกันที่เรื่องแรกกับ ดิ อเวนเจอร์
สุดยอดหนังซุปเปอร์ฮีโร่จากค่ายมาเวลที่รวมเหล่ายอดคนพลังเหนือมนุษย์มาร่วมกันเพื่อปราบเหล่าร้ายพิ
ทักษ์โลกที่นับวันจักรวาลของมาเวลก็ยิ่งใหญ่ขึ้นนั่นทำให้ ดิ อเวนเจอร์ น่าสนใจยิ่งขึ้นตามไปด้วย
โดยอเวนเจอร์ถูกทำออกมาถึง 3 ภาคเข้าไปแล้วในปัจจุบัน
ซึ่งภาคล่าสุดเหล่ายอดมนุษย์ต้องต่อกรกับทานอสสุดยอดอภิมหาวายร้ายที่ยากจะเอาชนะ
และเป็นผู้ครอบครองอัญมณีอินฟินิตี้สโตนไว้ในมือเพื่อมีเป้าหมายล้างประชากรจักรวาลไปครึ่งโลกนั่น
ทำให้เหล่า ดิ อเวนเจอร์ต้องช่วยกันยับยั้งไว้ให้ได้ ซึ่งภาคนี้ได้เพื่อนร่วมทีมใหม่ๆเข้ามาเยอะทีเดียว
และที่สำคัญมันกลายเป็นหนังที่ทำรายได้มหาศาลเพียงเข้าฉายในระยะเวลาแค่ไม่กี่วันเท่านั้น
ซึ่งจนถึงตอนนี้ทำเงินไปแล้ว 1405403694 เหรียญสหรัฐ

Furious 7
นับเป็นอีกหนึ่งสุดยอดหนังเฟรนไชร์ที่ไม่ว่าจะออกมากี่ภาคก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงพร้อมกับทำราย
ได้ถล่มทลายอยู่เสมอกับ The Fast and the Furios ที่ทำออกมาแล้วถึง 7 ภาคด้วยกัน
แต่ภาคที่ทำรายได้เยอะที่สุดได้แก่ภาค 7
ที่ถือว่าจะอยู่ในความทรงจำของคอหนังเรื่องนี้ตลอดไปเมื่อเป็นส่วนหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายของ
พอล วอคเกอร์ ก่อนที่เจ้าตัวจะประสบอุบัติเหตุ์เสียชีวิตในระหว่างที่หนังยังคงถ่ายทำกันอยู่จนต้องนำ
CG และใช้ตัวแสดง
ซึ่งก็คือน้องชายแท้ๆของเขามาช่วยแสดงเพื่อให้หนังดำเนินต่อไปได้ที่สำคัญแม้จะสูญเสียนักแสดงหลักไ
ป แต่หนังก็ทำออกมาได้เป็นอย่างนี้โดยเฉพาะฉากอำลา พอล
เป็นครั้งสุดท้ายที่ต้องบอกว่าซึ้งกินใจจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่มันจะสามารถทำเงินได้มากถึง
1516045911 เหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

จูราสสิคเวิลด์
ถือเป็นการคัมแบ็คของหนังทำเงินเรื่องหนึ่งของโลกกับจูราสสิค
เวิลด์ที่ในภาคนี้เป็นการเปิดมิติใหม่แห่งโลกไดโนเสาร์กับสวนสนุกที่สามารถเนรมิตรขึ้นมาได้สำเร็จ
แต่น่าเสียดายที่การวิจัยขององกรค์กลับสร้างภัยร้ายให้กับตัวเองจนนำมาสู่หายนะที่ทำให้อาณาจักรไดโ
นเสาร์ต้องล่มสลายลงไป โดยในภาคนี้ทำเงินไป 1671713208 เหรียญสหรัฐ…

ภาพยนต์.อนิเมะ“คีอานู รีฟส์” ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

เคอานู ชาลส์ รีฟส์ เกิดเมื่อวันพุธที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1964 ใน กรุงเบรุต,
ประเทศเลบานอน แม่ของเขาเป็นชาวอังกฤษ
พ่อของเขาเป็นชาวอเมริกันที่มีเชื้อสายฮาวาย จีน โปรตุเกส และอังกฤษ
สามารถเลือกสัญชาติได้สามแบบคือ อเมริกันตามพ่อ หรืออังกฤษตามแม่
หรือแคนาดาตามถิ่นที่อยู่
แต่รีฟส์เลือกแคนาดาเพราะเป็นประเทศที่เขาเติบโตและเริ่มอาชีพนักแสดง
แต่ชีวิตของ คีอานู รีฟส์ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
ที่เขาจะมาประสบความสำเร็จจนถึงทุกวันนี้ได้ เขาต้องเจอกับเหตุการณ์ต่างๆ
ที่เข้ามาถาถมในชีวิตของเขา หลายคนมองว่า คีอานู รีฟส์
เป็นพระเอกชื่อดังระดับฮอลลีวูด มีชีวิตอยู่กินสบาย
ใช้ชีวิตเที่ยวเตร่ตามภาษาดาราชื่อดังต่างๆ แต่สำหรับ คีอานู รีฟส์
นั้นไม่ได้เป็นอย่างที่ทุกคนคิดไว้
มาดูกันว่าชีวิตของเขาที่ผ่านมาต้องเจอกับอะไรมาบ้าง
พ่อทิ้งไปตั้งแต่อายุ 3 ขวบ จึงต้องอยู่กับแม่และน้องที่ป่วยเป็นโรคลูคีเมีย
แม่ต้องแต่งงานใหม่หลายครั้ง เพื่อหาเงินมาเลี้ยงลูกทั้งสอง
ต้องอยู่กับพ่อเลี้ยงหลายคน และพ่อแท้ๆก็มักก่อเรื่องให้ คีอานู ปวดหัวอยู่เสมอ
ต้องคอยประกันตัวจากพฤติกรรมเสพยาอยู่บ่อยครั้ง
คีอานู รีฟส์ ได้มีความผิดปกติในการอ่าน
จึงทำให้การไปโรงเรียนเป็นเรื่องที่ลำบากมาก เพราะมักจะเรียนไม่ทันเพื่อนๆ
และมักจะโดนล้ออยู่บ่อยครั้ง จึงเลือกไปเล่นฮอกกี้น้ำแข็งเป็นผู้เล่น MVP ของทีม
เก่งถึงขั้นวางแผนเล่นอาชีพแต่สุดท้ายก็เจ็บและต้องทิ้งความฝันที่จะเป็นนักกีฬาที
มชาติแคนาดานี้ไป และจากการที่ต้องย้ายโรงเรียนถึง 4 แห่งทำให้
ในที่สุดเขาก็ต้องออกจากโรงเรียนมัธยมปลายโดยที่ไม่ได้รับประกาศนียบัตร
และเมื่อเข้าสู่วงการ เข้าได้เล่นภาพยนตร์ตลกเรื่อง Parenthood
คีอานูได้พบกับ ริเวอร์ ฟีนิกซ์
พวกเขาสนิทกันมากและได้แสดงภาพยนตร์ด้วยกันหลายต่อหลายเรื่อง
แต่ในที่สุดริเวอร์
ฟีนิกซ์ก็เริ่มหันมาเสพเฮโรอีนและเสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาดในปี 1993
หลังจากนั้น คีอานู ถือว่าเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตของเขา
และเขาก็แทบไม่สุงสิงกับใครอีกเลย
คีอานู รีฟส์ได้ตกหลุมรักเจนนิเฟอร์
ไซม์นักแสดงสาวคนหนึ่งจนเธออุ้มท้องลูกคนแรก จนเมื่อครบกำหนดคลอด 1999
ปรากฏว่าทารกน้อยเสียชีวิต ทั้งคู่เสียใจมากและเลิกรากันในเวลาต่อมา
ปรากฏว่าในวันที่ 2 เมษายน ปี 2001
เจนนิเฟอร์ก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์
หลังจากเหตุการณ์นี้คีอานูก็ไม่คิดจะมีความสัมพันธ์ และไม่คิดมีลูกอีกเลย
“ความโศกเศร้าได้เปลี่ยนรูปแบบออกไป แต่มันก็ยังคงไม่มีวันที่จะจางหายไป”
ร่างของ ซีมส์ ถูกฝังไว้ข้างๆ หลุมศพของลูกสาวพวกเขา (จนกระทั่ง
คีอานูได้พบกับ สาวข้ามเพศ เจมี่ เคลตัน
โดยที่ไม่สนเลยว่าเธอจะเคยเป็นผู้ชายมาก่อน)
คิม รีฟส์ น้องสาวของ คีอานู ป่วยเป็นโรคลูคีเมีย ทำให้ คีอานู
ต้องหยุดรับเล่นหนังใหญ่ไปนาน เพื่อที่จะได้ดูแลน้องสาวของตัวเองให้หายดี
แต่ตัวคีอานูเองประสบอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์ล้มจนซี่โครงขวาหัก
จากเรื่องราวแสนสาหัสทั้งหมดนี้ ทำให้คีอานู เลิกสนใจสุขภาพ
และงานแสดงไปพักใหญ่ เขาดื่มเหล้า สูบบุหรี่
และเดินเตรดแตร่อย่างไร้จุดหมายที่ไปในแต่ละวัน
“สิ่งที่ผู้คนไม่รู้เกี่ยวกับตัวผมก็คือผมเป็นโรคซึมเศร้าในช่วง 2-3
ปีก่อนหน้านี้ ผมไม่เคยบอกใครเลย
ตอนนั้นผมต้องต่อสู้เพื่อหลุดออกจากภาวะซึมเศร้านั้น
คนที่ฉุดตัวผมจากความสุขก็คือตัวผมเอง ทุกๆวันมีค่า ดังนั้นจงใช้มันอย่างมีค่า
ไม่มีอะไรแน่นอนสำหรับวันพรุ่งนี้ จงใช้ชีวิตในวันนี้เถอะ” คำพูดจาก คีอานู รีฟส์
แต่เรื่องร้ายๆท กลับทำให้เขากลายเป็นคนที่แข็งแกร่ง มีคุณภาพ
และเป็นผู้ชายที่เหล่าคนดังในวงการภาพยนต์
ต่างยกย่องให้เป็นผู้ชายที่นิสัยดีที่สุดใน ฮอลลีวูด…