6 มังงะสุดสนุก แต่ไปไม่รุ่งเมื่องสร้างเป็นอนิเมะ ตอน 1

วงการอนิเมะเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดในช่วงระยะหลังสวนทางกับมังงะตีพิมพ์ที่นับวันยิ่งถอยลงมา
และบางส่วนก็ปิดตัวลงไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับสำนักพิมพ์
โดยอนิเมะนั้นได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง
และมีการขายผ่านทางออนไลน์ไม่ใช่เพียงแค่ผ่านดีวีดีหรือฉายทางฟรีทีวีอย่างเดียวเหมือนเมื่อก่อน
เดิมทีการ์ตูนที่จะนำมาสร้างเป็นอนิเมะต้องเป็นการ์ตูนที่มีคุณภาพ และมีเนื้อเรื่องที่สนุก
นั่นเพราะกระบวนการทำอนิเมะค่อนข้างใช้เงินสูง
แต่ก็มีหลายเรื่องถูกนำมาสร้างเป็นอนิเมะมากมาย
ทว่าก็มีเหล่าการ์ตูนสนุกที่ได้รับความนิยมยามที่เป็นมังงะ
แต่หลังทำเป็นอนิเมะกลับไปไม่รอดซะอย่างนั้น
เราจะขอรวบรวมมาให้คุณดูว่าเรื่องใดบ้างที่จบไม่สวยเมื่อกลายเป็นอนิเมะ ไปติดตามกันได้เลย

เรียกเขาว่าอีกา
เริ่มกันที่เรื่องแรกกับเรียกเขาว่าอีกา
ถือเป็นการ์ตูนแนวต่อยตีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดถึงขนาดที่ว่าหากพูดถึงการ์ตูนแนวนี้
อีกาคือชื่อแรกที่คนจะนึกถึง จริงๆแล้วในยุคของอีกาก็มีอีกหลายเรื่องที่ได้รับความนิยม
แต่ก็ไม่มีเรื่องไหนจะสู้เรื่องนี้ได้เลย แถมคาแรคเตอร์ยังโดนในทั้งเรื่องของการแต่งตัว
และบุคลิกต่างๆที่เรียกได้ว่าเท่ห์สุดๆจนกลายเป็นอิทธิพลที่ในชีวิตจริงมีคนแต่งตามจำนวนมาก
และด้วยความสนุกมันจึงถูกนำมาสร้างเป็นอนิเมะ แน่นอนว่าการ์ตูนเรื่องนี้ต้องได้รับความนิยม
และสนุกขึ้นแน่นอนในความคิดของใครหลายคน
ทว่าเอาเข้าจริงกลับไปไม่รอดซะอย่างนั้นจนท้ายที่สุดทำออกมายังไม่ทันจบภาคแรกก็หยุดผลิต
ไปกลางคัน แม้ในมังงะจะมีการสร้างภาคต่อ และได้รับความนิยมเช่นกัน
แต่ก็ไม่มีการสร้างภาคต่อในอนิเมะอีกเลย

บากิ ยอดคนประจัญบาน
หากพูดถึงการ์ตูนแนวบู๊คงไม่มีเรื่องไหนที่จะได้รับความนิยมมากไปกว่าเรื่องนี้อีกแล้วกับ บากิ
ยอดคนประจัญบาน ซึ่งบอกได้คำเดียวว่าสนุกสุดๆจริงๆ สำหรับบากิที่เป็นเวอร์มังงะ
ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ซึ่งก็ไม่น่าแปลกเพราะเนื้อเรื่องน่าสนใจอย่างมาก
และยังไม่เคยมีใครทำมาก่อนแถมภาคหนึ่งเรียกได้ว่าสนุกที่สุด
ยังได้รับการยกย่องว่าออกแบบฉากบู๊ได้ดีจริงๆ
และหากได้ทำเป็นอนิเมะภาพเคลื่อนไหวอย่างนี้จะต้องสนุกแน่ๆ
แต่เอาเข้าจริงกลับไปคนละทางเมื่อกลายเป็นว่ามันไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร
และคนส่วนใหญ่ก็หันไปเสพบากิแบบเป็นมังงะมากกว่าซะอย่างนั้น

นูระหลานจอมภูต
หนึ่งในการ์ตูนยุคใหม่ของสำนักพิมพ์จั๊มที่เป็นเนื้อเรื่องแตกต่างจากที่เคยมี
มาจากการหยิบเอาปิศาจของญี่ปุ่นมาสร้างเป็นตัวละครต่างๆ
และมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นนูราริเฮียง
ปิศาจคอยาว ผีหัวขาด
ซึ่งตัวละครแต่ละตัวจะมีความสามารถที่แตกต่างกันออกไปแถมลายเส้นยังดูมีพลังเหมาะกับการ์
ตูนแนวนี้ ด้วยความนิยมมันจึงถูกนำมาสร้างเป็นอนิเมะ
แต่ก็จบไม่สวยเหมือนสองเรื่องก่อนหน้านี้เมื่อได้ฉายเพียงไม่กี่ตอนก็ต้องถูกตัดจบลงไปเป็นที่เรียบร้อย…

เรื่องย่อ สิงสู่

กำหนดฉาย: 13 ธันวาคม 2018
แนว: สยองขวัญ
นำแสดง: อนันดา เอเวอริงแฮม, ณัฐฐาวีรนุช ทองมี,พลอย ศรนรินทร์, ทาริกา
ธิดาทิตย์
กำกับ: วิศิษฎ์ ศาสนเที่ยง

ณ สำนักบนเขาที่โดดเดี่ยวห่างไกล ในวันที่บรรยากาศอึมครึมและฝนตกหนัก
คนชุดดำ 6 คนมารวมตัวกันนำโดยนายแม่ หญิงชราผมขาวหน้าตาน่าเกรงขาม
ทำพิธีกรรมปริศนาบางอย่าง โดยมีศพลึกลับเป็นเป้าหมาย
แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าพิธีกรรมนั้นได้ไปปลุกวิญญาณแปลกหน้าที่ไม่ได้รับเชิญให้เข้า
มาในบ้าน และหลังจากนั้นความสยองขวัญสุดขีดก็เริ่มต้นขึ้น
ทุกคนต้องเผชิญหน้ากับวิญญาณร้ายที่ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่ามันจะสิงใคร
เมื่อไหร่ ด้วยวิธีใด และมันไม่ได้จะเข้าสิงเพื่อทำให้กลัวเท่านั้น
แต่สิ่งที่มันต้องการที่สุดแล้วคือ การฝังราก..ยึดวิญญาณ ของใครสักคนในที่นี้…

Maebia แม่เบี้ย

เรื่องย่อ แม่เบี้ย
แม่เบี้ย ภาพยนตร์จากบทประพันธ์ของ วาณิช จรุงกิจอนันต์ 
บอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างชนะชล 
หนุ่มนักธุรกิจที่เดินทางมาทัวร์ชมบ้านทรงไทยริมน้ำที่จังหวัดสุพรรณบุรี 
จนมาเจอกับ เมขลา ไกด์สาวและเจ้าของบ้านเรือนไทย 
นำมาสู่ความสัมพันธ์ต้องห้ามเพราะชนะชลมีครอบครัวอยู่แล้ว 
และก็ความลึกลับที่ซ่อนอยู่ในบ้านเรือนไทยนั้นคือ งูยักษ์ 
ที่รอออกมาปรากฎกายทุกครั้งเพื่อเตือนเมขลาถึงความดำมืดแห่งราคะและไฟโลกีย์
หนัง แม่เบี้ย (Maebia)
ประเภทหนัง : Drama
จัดจำหน่ายโดย สหมงคลฟิล์ม
ผู้กำกับ ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล
บทประพันธ์ วาณิช จรุงกิจอนันต์
วันที่เข้าฉาย : 17 เดือนกันยายน 2558
นักแสดงนำ ชาคริต แย้มนามอ้อม กานต์พิสชา

หนัง Tomb Raider – ทูม เรเดอร์

Tomb Raider โอกาสใหม่ปลุกชีพแม่หญิงลาร่า
ในปี 2001 ได้มีการนำเอาเกมส์ Tomb Raider มาสร้างเป็นภาพยนตร์ครั้งแรก
โดยให้แองเจลิน่า โจลี รับบาท ลาร่า ครอฟต์ ได้รับเสียงตอบรับและรายได้ดีใช้ได้
จนได้เข็นภาค 2 ตามมาติดๆซึ่งภาค 2 ล้มเหลวในด้านคำวิจารณ์และรายได้ ทำให้เป็นการปิดประตูภาคต่อไปสมบูรณ์
ในเมื่อหนังสร้างแล้วไม่เวิร์ค เจ้าของลิขสิทธิ์เลยรีบูทเกมส์ขึ้นมาใหม่ในปี 2013
ได้รับเสียงชื่นชมเป็นอย่างมากจนไปเตะตาเข้ากับวอร์เนอร์บราเธอร์
จนได้ติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์มาสร้างเป็นภาพยนตร์เวอร์ชั่นใหม่ โดยอ้างอิงจากเกมส์เวอร์ชั่นรีบูทใหม่นั่นเอง
โดยเรื่องราวในภาคนี้เป็นการนับ 1 ใหม่สำหรับทุกคนที่ไม่เคยดู
ตัวหนังเองจะพาพวกเราไปพบกับลาร่า สมัยที่ยังไม่ได้เป็นนักล่าสมบัติมืออาชีพที่เก่งกาจในการต่อสู้ต่างๆ
ในแบบเวอร์ชั่นก่อนหน้า ซึ่งในส่วนนี้ตัวหนังเองค่อนข้างทำได้ดีทีเดียว
มีความเรียล มีความสมจริง มีเหตุและผลมารองรับต่างๆนานา
รวมทั้งเป็นหนังที่เน้นความสมจริงเข้าว่า
เรื่องราวตำนานความมหัศจรรย์ของเวทมนตร์ในแบบเวอร์ชั่นเกมเลย
ถูกปรับเปลี่ยนองค์ประกอบบางอย่างเพื่อให้ไม่เวอร์วังเกินไป
ในส่วนนี้อาจทำให้คอเกมส์หลายคนไม่ค่อยพึ่งพอใจเท่าไหร่ แต่ส่วนตัวผมเองนั้น
ยอมรับได้และก็เข้าในใจการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะสมกับการเป็นเวอร์ชั่นภาพยนตร์
ฉากแอคชั่นต่างๆได้ถูกดีไซน์และอ้างอิงจากเวอร์ชั่นเกมส์ราวๆ70% เลยก็ว่าได้
ในส่วนนี้คอเกมส์คงดีใจไม่น้อยที่ได้เห็นเกมส์ที่ตัวเองเล่น ได้ขึ้นฉายบนจอภาพยนตร์
สรุปสั้นๆเลยคือ Tomb Raider ถือเป็นความพยายามที่จะคืนชีพตำนานลาร่า
ครอฟต์ขึ้นมาใหม่ให้ไฉไลกว่าเดิม และดูสมจริงขึ้น
ในส่วนของคอหนังนั้นบอกได้เลยว่าเป็นที่ชื่นชอบเป็นอย่างมากเลยทีเดียว
และไม่อยากจะให้เอาไปเทียบกับเวอร์ชั่นโจลี ซึ่งจุดเริ่มเรื่องก็ต่างกันแล้ว
จะให้สกีลการต่อสู้นั้นทัดเทียบกับเวอร์ชั่นก่อนได้ยังไงจริงมั้ยครับ
ส่วนตัวผมเองชอบมากเป็นหนังที่สร้างจากเกมส์อันดับต้นๆที่สนุกดูเพลินและอยากดูซ้ำอีกแน่นอน…

รีวิว Avengers : Infinity War

ความตื่นเต้น เต็มอิ่ม สนุกสนาน ตื่นเต้น และค้างคา
คือความรู้สึกหลังดู Avengers : Infinity War
หนังภาคต่อสุดอลังการ ที่ได้ผู้กำกับพี่น้องรุสโซ มาสานต่อความยิ่งใหญ่
พี่น้องคู่นี้เคยกำกับ Captain American: The Winter Soldier
และก็ Civil War โดยส่วนตัวแล้วในจักรวาล Marvel ผมชอบภาค The Winter Soldier
สำหรับในภาคนี้ตัวละครเยอะมาก แต่หนังสามารถแบ่งบท และจัดการกับตัวเนื้อหาได้เป็นอย่างดี

คุณภาพของภาพ เสียง และ3D
หนังเรื่องนี้ถ่ายทำด้วยระบบ IMAX ทั้งเรื่อง แน่นอนถ้าดูในระบบ IMAX
ภาพยิ่งใหญ่เต็มจอมาก และก็ที่ดีมากๆ, ของหนังคือ 3D นูนทั้งเรื่องเลย ไม่ใช่นูนบางฉากนะ
แต่ว่าตลอด 2 ชั่วโมงครึ่ง นูนและพุ่งเข้าหน้าตลอด คือดีงามมากจริงๆSound
ยอมรับว่าฟังแล้วดูไม่อลังการ มันไม่บิ้วพอ บางฉากคือสงครามแต่ Sound
ไม่บิ้วเท่าที่ควร อันนี้คือเสียของจริงๆถ้าจะดู Avengers
ให้เต็มอิ่มก็แนะนำเลยครับระบบ IMAX คุ้มแน่นอนครับ
ด้าน CG หนังทำเนียนมากสวยมากชอบมากๆในหนังเรื่องนี้ครับ

บทหนัง เนื้อเรื่อง การดำเนินเรื่อง
ด้วยตัวหนังที่ดำเนินมา 10 ปีของจักรวาล Marvel ทำให้ตัวละครในหนังเยอะมาก
แน่ๆการแบ่งบทสำคัญมากๆสำหรับตัวผมเองคิดว่าการแบ่งบทในเรื่องทำได้ดีมากๆ
ทุกตัวละครมีความสำคัญ มีฉากที่ทำให้ฟิน แต่อย่างที่บอกตัวละครเยอะ
จะให้ออกแต่ตัวละครที่เราชอบอาจทำไม่ได้ บางคนเลยอาจจะไม่พอใจ ทำไมตัวนี้ออกน้อยตัวนี้ออกเยอะ
การดำเนินเรื่อง หนังมี Part หลาย Part มากทำให้ฉากตัดสลับไปมา
แต่ว่าก็ดูรู้เรื่องนะ และเรื่องนี้ก็แทบไม่พูดกันเยอะ ซัดกันอย่างเดียว
ทำให้บางอย่างเหมือนไม่ได้ปูพื้นมาก่อน ทำให้ไม่อินในบางฉาก

ด้านดี
ความสนุกอันดับหนึ่งเลยครับ มันสนุกตั้งแต่ฉากแรกยันฉากจบ
สองชั่วโมงครึ่งสำหรับผมกลายเป็นเวลาแปปเดียวเอง
อีกอย่างที่ชอบมากๆคือความ DARK ของหนัง
ทำให้เรารู้สึกหดหู่ไปกับตัวหนังเลย ถึงจะ DARK แต่ Marvel
ก็ยังมีฉากมุกขำๆอยู่เยอะนะ ทุกอย่างรวมกันทำได้ดีมากๆ
และฉากจบก็ทำให้เราอยากติดตามภาคต่อไปทันทีเลย มันค้างคาสุดๆและที่ดีมากๆ
คือตัวร้ายอย่าง ธานอส เป็นตัวร้ายที่มีการปูพื้น
เข้าใจถึงความเป็นมาของตัวละคร และคนดูก็เข้าถึงตัวร้ายตัวนี้ได้เป็นอย่างดี

ด้านแย่
อย่างที่กล่าวข้างต้น ตัวละครเยอะ Part ในหนังก็เยอะ ทำให้บางฉากไม่มีการปูพื้นเลย
ทำให้ไม่อินเลยสักอย่าง โดยเฉพาะฉากสงครามในวากานด้า อันนี้ไม่อินเลย
มันแบบปุ๊บๆโผล่มา ก็งงๆมันเลยทำให้หนัง drop ลงตรงนี้มากๆทั้งๆที่เป็น Part
ไฮไลท์ของหนังเลยทีเดียว เสียดายมากๆและอีกอย่าคือ Sound ที่ไม่บิ้วเลย ไม่อลังการ รู้สึกเฉยๆกับตรงนี้มากๆ
แนะนำให้หลบสปอยกันหน่อยครับ และก็อยากให้ได้ดูในระบบ IMAX
ไม่ผิดหวังแน่นอนครับ ดูจบก็อยากดูซ้ำอีกหลายๆรอบเลยทีเดียว…

Sleepless คืนเดือดคนระห่ำ

Sleepless คืนเดือดคนระห่ำ ว่าด้วยเรื่องราวของนายตำรวจ วินเซนต์ รับบทโดย เจมี
ฟ็อกซ์ ที่ดันไปมีเอี่ยวกับการค้ายา
และคู่หูของเขาไปขโมยโคเคนของเจ้าพ่อยาเสพติดรายใหญ่ติดไม้ติดมือกลับมาด้วย
เมื่อเจ้าพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ไม่ได้รับของ
จึงลักพาตัวลูกชายของเขามาเป็นเครื่องต่อรองให้ วินเซนต์
นำโคเคนที่เพื่อนหยิบไปมาแลกกับชีวิตลูกชายให้ได้

จุดเด่นของเรื่องคงจะหนีไม่พ้นการแสดงของเหล่านักแสดงคนดัง เจมี ฟ็อกซ์
ที่มารับบทเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ไม่มีตัวละครไหนสามารถแย่งความโดดเด่นจากผู้ชายคนนี้ได้เลย
ในขณะที่บทตัวร้ายเลือดเย็นอย่าง โนวัก ที่รับบทโดย สคูท แม็คเนรี (Scoot McNairy)
ก็ทำออกมาได้สมบทบาท
สีหน้าและท่าทางของเขาที่แสดงออกมาฉายแววความอำมหิตจนทำให้เชื่อและรู้สึกก
ลัวได้ในทันที

แนวของภาพยนตร์มีความคล้ายคลึงกับภาพยนตร์แฟรนไชส์เรื่อง Taken
ที่ผู้เป็นพ่อต้องออกตามหาลูกที่ถูกลักพาตัวไป
แต่เรื่องนี้ไม่ได้เน้นเพียงแค่ตัวละครของ เจมี ฟ็อกซ์ เพียงคนเดียว
ยังมีตำรวจสาวอย่าง มิเชล โมนาแกน
มาช่วยเสริมเพิ่มเติมความยากของภาพยนตร์ไปอีกขั้น
เนื้อเรื่องของภาพยนตร์อาจเรียกได้ว่าเซอร์ไพรส์คนดู
หรือหลายคนอาจจะคาดเดาทางได้หรือไม่อย่างไร
เพราะจากตัวอย่างที่เห็นก่อนชมภาพยนตร์กับในเนื้อเรื่องยังมีปมบางส่วนที่ยังไม่ได้เ
ปิดเผยรออยู่

ภาพยนตร์จะยังคงความเข้มข้นของเนื้อเรื่องไว้ตั้งแต่แรก และค่อย ๆ
คลายปมออกมาทีละนิดจากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทว่าในตอนท้าย ๆ
กลับเฉลยปมง่ายไปสักหน่อย ประกอบกับการจับกุมตัวร้ายที่ง่ายดายจนเกินไป
ก็ทำให้รู้สึกผิดหวังเล็ก ๆ
หากเฉลยปมยากขึ้นกว่านี้น่าจะทำให้เรื่องราวเข้มข้นและคงความตื่นเต้นจนถึงท้ายเ
รื่องได้…

รีวิว IceMan 2

Iceman 2 ภาพยนตร์นำเข้า จาก China
ซึ่งเป็นภาคต่อจากภาคแรก ในตอนนี้ได้กลับมาให้แฟนคลับ
หายคิดถึงกันแล้ว ในช่วงต้นเรื่องก็จะย้อนความเดิมในภาคที่แล้ว
เพื่อคนดูใหม่ได้เข้าใจถึงภาคก่อนและก็เป็นการทวนให้กับแฟนคลับด้วย
โดยที่ตัวละครเอก He Ying ได้มาอยู่ในโลกอนาคตเพื่อไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั้น
ทันใดนั้นเขาได้อ่านหนังสือประวัติศาสตร์เก่าที่หอสมุด
ว่าจะเกิดหายนะขั้นรุนแรงต่อครอบครัว
เขาจะสามารถเปลี่ยนชะตากรรมที่จะเกิดขึ้นเพื่อคนที่เขารักได้ไหม
ส่วนตัวคิดว่า เรื่องของแอ็คชั่น คิวบู๊ทำได้ดีนะ สนุกมากๆเลยล่ะ
แต่ไม่ค่อยมีฉากเลิฟซีนให้เห็นสักเท่าไรเลย น่าจะมีฉากเลิฟซีนให้เห็นมากกว่านี้อีกหน่อยก็จะดีเลิศเลย
ส่วนทางด้านภาพและเสียงยังคงความสวยงามไม่เปลี่ยนตามสไตล์ของหนังจีนนั่นแหละ
สรุปคือช่วงแรกๆของหนังก็ไม่มีอะไรมาก เป็นการปูพื้นจากภาคแรกมากกว่าแต่ยังไงก็ดูได้ไปเรื่อยๆนะ
ไม่ได้น่าเกลียดอะไร จะมาเริ่มรู้สึกสนุกตอนกลางๆเรื่องนี่แหละ แล้วก็ต้องบอกว่าทั้งนางเอก
นางรองสวยมากจริงๆใครชอบสาวจีนสวยๆก็คงจะชอบเรื่องนี้ได้ไม่ยาก
และยิ่งผู้ใดชอบหนังบู๊ดูสนุกไม่ต้องคิดเยอะ เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่คุณควรจะดูเลยล่ะ
เนื่องจาก ไม่ค่อยมีฉากอะไรที่เป็นจุดเด่นนอกจากฉากนี้ ส่วนใครที่หวังดูเลิฟซีนอะไร ก็อาจจะผิดหวังหน่อย
เพราะเรื่องไม่ได้เน้นอะไรพวกนี้เลย แต่ไม่เป็นไรมีภาพสวยๆฉากเด็ดให้มองก็พอทำใจนะ
จีนชอบทำหนังพวกนี้ย้อนยุคมาฆ่า หรือไม่ก็ตามหาความรัก แก้ไขอดีตทำนองนั้นแหละ
พี่ไทยเราก็มีนะ แต่ว่าโดยมากทำเป็นละครโทรทัศน์มากยิ่งกว่า
แต่ว่าถ้าเกิดพวกเราเป็นสาวกนะอะไรๆก็รอดูได้ทั้งหมดล่ะ…

รีวิว โฮมสเตย์ – Homestay

ภาพยนตร์ไทยที่มีคุณภาพอีกหนึ่งเรื่องเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง CG ที่เนียนมาก
การเดินเรื่องที่แปลกใหม่
ทั้งยังผู้แสดงที่ถ่ายทอดอารมณ์ได้ดีเกินคาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจมส์ และก็พี่สู่ขวัญ ที่แสดงออกได้ดีมาก จริงๆ
เป็นสองคนที่แบกหนังเรื่องนี้ไว้เลย ถ้าเกิดไม่ได้สองคนนี้บอกเลยว่าเละแน่นอน
เรื่องราวเกี่ยวกับ วิญญาณที่ได้รับรางวัลให้มาอยู่ในร่างของคนที่ชื่อ “มิน” ที่ฆ่าตัวตาย
เรียกร่างนี้ว่า Homestay แต่มีสิ่งแลกเปลี่ยนคือต้องหาว่าใครที่ทำให้มินฆ่าตัวตายในเวลา 100 วัน
เรื่องราวนี้อิงจากต้นฉบับจากหนังสือเรื่อง Colorful เขียนโดย Mori Eto
โดยในหนังสือก็ใช้ชื่อร่างมนุษย์ว่า Homestay เช่นเดียวกัน แต่เรื่องราวมีความแตกต่างตามบริบทครับ
ด้านการเดินเรื่องและก็บทหนัง ก็ลื่นไหล ดูสนุกสนาน ลุ้นจนจบเรื่อง แต่หากถามตัวผม
ผมมีความรู้สึกว่ามันไม่ค่อยแปลกใจเท่าไร พวกเราเดาเนื้อเรื่องได้ง่ายเกินไปนิด
ยิ่งถ้าดูตัวอย่างหนังมาก่อนก็แทบเดาเรื่องได้หมดเลย พอดูจบก็จบกัน ไม่ได้มีความรู้สึกต้องการจะดูซ้ำ (ความรู้สึกส่วนตัวนะครับ)
ทางด้านนักแสดง อย่างที่กล่าวข้างต้น เจมส์(แสดงเป็น มิน)เล่นดีมาก แสดงความรู้สึกได้หลากหลาย
รวมทั้งทำให้พวกเราเชื่อว่านักแสดง มิน มันมีอารมณ์นั้นเกิดขึ้นจริงๆส่วนอีกคนที่ต้องชื่นชมก็คือสู่ขวัญ
ไม่อยากเชื่อ ว่าจะแสดงเก่งมาก บทเศร้าคือเศร้ามาก บทน่ารักครอบครัวก็น่ารักไปเลย
ทั้งคู่คนถือว่าเป็นนักแสดงสำคัญที่ทำให้หนังมันดูดีขึ้นมามาก อีกคนนึ่งที่จะเอ่ยถึงคือเฌอปราง จริงๆ
เป็นตัวละครที่บทเยอะเกินไป กล่าวบ่อยพอสมควรจนมันล้น
ประกอบกับแสดงหนังเรื่องแรกด้วยรึป่าว ก็เลยแอบรู้สึกว่าเกร็งๆไม่ธรรมชาติ จริงๆ
ไม่ทราบว่าหนังต้องการให้โอตะหรือแฟนคลับเข้ามาดูรึป่าว แต่หากขายแบบนี้บ่อยๆผมว่าไม่โอเคนะ
สุดท้ายที่จะต้องชื่นชมคือ CG มันดีงามมากเลย สวยมาก
แต่ต้องเข้าให้ทันหนังเริ่มเพราะมันมาตั้งแต่ต้นๆเรื่องเลย อันนี้ชื่นชมมาก GDH พัฒนาด้านนี้มาได้ไกลจริงๆ
สรุป เป็นหนังที่ดูสนุกคุ้มเงินที่เสียไปครับ ไม่ทำให้ผิดหวังแน่ๆ…

รีวิวหนัง McQueen

McQueen คือ ราชินีแห่งวงการแฟชั่น
ในวงการแฟชั่นนี้ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อ Alexander McQueen
ผู้ปฏิวัติวงการแฟชั่น จนได้รับฉายาว่า “กบฏแห่งวงการแฟชั่น”
แล้วก็สร้างชื่อของตนด้วยสองมือ แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด
ในวันที 11 ก.พ. 2010 McQueen ได้ฆ่าตัวตาย
และตายจากโลกไปด้วยวัยเพียงแค่ 40 เพียงแค่นั้น
รวมทั้งมีการตั้งข้อซักถามเกี่ยวกับการเสียชีวิตในคราวนี้
หนังสารคดีของ McQueen นั้น
ทำให้พวกเราเหมือนเรานั่งอยู่กลางใจผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่สร้างชื่อด้วยสองมือของตนเอง
ซึ่งเขาเองก็มีอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลงเหมือนคนทั่วไป
แต่ว่าบางครั้งเขาอาจจะแบกรับอารมณ์ความรู้สึกมากยิ่งกว่าคนอื่น
ซึ่งเรืองราวของอารมณ์นี้จะอยู่ในคอนเล็คชั่นของเขาด้วย
หนัง McQueen จะถ่ายทอดเรื่องราวตั้งแต่เด็กจนเสียชีวิต
การดำเนินเรื่องนั้นเล่าได้แบบรวดเร็ว ถึงคนดูจะไม่รู้จัก McQueen ก็สามารถเข้าใจได้ง่าย
โดยหนังนี้จะถ่ายทอดหลายแง่มุมของชีวิตและคนรอบกายเขา
แล้วก็ทำให้เห็นว่าชีวิตของคนเรานั้นทั้งความสวยงามและเจ็บปวด
และหนังเรื่องนี้ได้พาเราเข้าไปในชีวิตของ McQueen และหนังเองก็ทวีความพีคขึ้นเรื่อยๆ
สารคดีเรื่องนี้สามารถถ่ายทอดทุกแง่มุมในชีวิตของ McQueen
อย่างรอบด้านเลย ดูๆไปแล้วเหมือนกำลังดูละครที่แต่งขึ้นมา
แต่อันที่จริงมันคือเรื่องที่เกิดขึ้นจริงต่างหาก
แล้วก็สำหรับผู้ที่ไม่ได้สัมผัสกับวงการแฟชั่นและไม่ได้รู้จักชื่อของ McQueen มาก่อน
ก็สามารถศึกษาในหนังสารคดีได้ทั้งหมด
หนังเรื่องนี้ทำให้พวกเรามองเห็นการจัดแฟชั่นโชว์ที่มาจากอารมณ์ความรู้สึกภายในของเขา
ไม่ว่าจะเป็นการเลือกนางแบบหรือการจัดโชว์
ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดของเขา คือ “ทุกครั้งที่ผมจัดแฟชั่นโชว์
ผมอยากให้ผู้ชมรู้สึกอะไรบางอย่าง” รวมทั้งเขาก็ทำได้จริงๆ
หนังเรื่องนี้ให้แง่คิดว่า ถึงแม้คุณจะมีเงินทอง ชื่อเสียงแค่ไหน
แต่ว่านั่นอาจไม่ใช่ความสำราญที่แท้จริงก็ได้ แล้วก็แม้กระทั่ง McQueen ดีไซน์เสื้อผ้าได้
แต่เขาไม่อาจจะออกแบบชีวิตตนเองขึ้นมาได้
ฉะนั้นการใช้ชีวิตแบบมีสติไม่ประมาท ก็เลยเป็นหนทางที่เหมาะสมที่สุด…

รีวิว นาคี ๒ : CGI คือความดีงามที่สุดของหนัง

นับว่าเป็นภาพยนตร์ไทยที่ถูกจับตามองมาที่สุดอีกเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ สำหรับ นาคี ๒ ที่ผู้กำกับมากฝีมือ อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ได้นำมาสานต่อเรื่องราวความรัก ความเชื่อ และความศรัทธาในพญานาคจากละครที่ฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมืองมาสู่เวอร์ชั่นภาพยนตร์ จึงเป็นที่คาดหวังไว้ค่อนข้างสูงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์นั้นจะต้องออกมาดีและสนุกไม่แพ้เวอร์ชั่นละคร ซึ่งได้เพิ่มพระ-นางคู่ใหม่มาดำเนินเรื่อง คือ ณเดชน์ คูกิมิยะ และ ญาญ่า อุรัสยา แต่ก็ยังคงมีคู่เก่าของเจ้าแม่นาคี แต้ว ณฐพร และคุณทศพล เคน ภูภูมิ มาร่วมแสดงเหมือนเดิม

นาคี ๒ ว่าด้วยเรื่องราวของ สร้อย สาวดอนไม้ป่า ผู้เติบโตมาพร้อมกับความเชื่อและศรัทธาต่อเจ้าแม่นาคี เธอช่วยยายขายดอกไม้ถวายเจ้าแม่ และคอยดูแลเทวาลัยแห่งนี้ สร้อยจึงมีความผูกพันกับเจ้าแม่นาคีเป็นอย่างมาก แต่หลังจากที่ ร.ต.อ.ป้องปราบ ถูกย้ายมาประจำที่ สภ.ดอนไม้ป่า ก็เกิดคดีสะเทือนขวัญขึ้นอย่างมากมาย โดยหลายคดีเกิดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ และมีเงื่อนงำที่คลี่คลายไม่ได้

โดยชาวบ้านต่างปักใจว่าเป็นฝีมือของ เจ้าแม่นาคี ที่กำลังออกอาละวาดอีกครั้งและเหตุการณ์ยิ่งพาให้ชาวบ้านต่างแน่ใจว่า สร้อย เป็นร่างประทับของเจ้าแม่นาคี แม้แต่ตัวสารวัตรป้องปราบเองซึ่งไม่เคยเชื่อในเรื่องราวลี้ลับเหนือธรรมชาติ ยังลังเลต่อคำกล่าวหาที่สร้อยได้รับ จนทำให้เขาต้องค้นหาความจริงเบื้องหลังคดีลึกลับในดอนไม้ป่าแห่งนี้

ต้องขอบอกออกมาจากใจผู้เขียนในฐานะคนอีสานและแฟนละคร+นวนิยาย ซึ่งมีความคาดหวังกับ นาคี เวอร์ชั่นภาพยนตร์เป็นอย่างมาก เมื่อได้เข้าไปดูหนังจนจบ รู้ได้เลยว่าผู้สร้างมีความตั้งใจที่จะทำออกมาให้ดีที่สุดภายใต้ระยะเวลาอันจำกัด แน่นอนว่าในส่วนของพล็อตเรื่องนั้นสู้เวอร์ชั่นละครไม่ได้เลย เพราะเรื่องราวมันแทบไม่มีอะไรให้น่าติดตามมากนัก แต่ด้วยภาพยนตร์มีวิธีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจจึงทำออกมาได้น่าติดตาม

แม้ในช่วงแรกอาจจะมีช่วงอืด เฉื่อย เนือย ประหนึ่งอยู่ในละคร แต่ด้วยงานภาพที่สวยงามและเป็นธรรมชาติ ทำให้เราได้เพลิดเพลินได้พอสมควร และสิ่งที่เรียกเสียงฮือฮาได้มากที่สุดใน นาคี ๒ ก็คืองาน CGI ของตัวพญานาคที่อยู่ในตอนท้ายๆ เรื่อง บอกได้เลยว่าสุดยอดมาก ถือเป็นการยกระดับโปรดักชั่นงานสร้างของวงการภาพยนตร์ไทยเทียบเท่าฮอลลิวูดเลยทีเดียว ด้วยอารมณ์และลักษณะท่าทางการขยับตัวของพญานาคนั้นทำออกมาได้สมจริง ดุเดือด ประกอบกับการแสดงอารมณ์ร่วมของ เจ้าแม่นาคี รับบทโดย แต้ว ณฐพร ที่แม้จะออกมาน้อยแต่ทรงพลังมาก และสกอร์หนังที่ใส่ความเป็นอีสานออกมาได้อย่างน่าปรบมือ และยกให้ในส่วนนี้คือสิ่งที่ดีที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้จริงๆ (ขนลุกมาก!)

ในส่วนของนักแสดงก็ถ่ายทอดบทบาทขอตัวเองออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติและค่อนข้างเหนือความคาดหมาย โดยเฉพาะการรับบทเป็นอีสานของนางเอก ญาญ่า อุรัสยา แม้จะติดในเรื่องเสียงสูงเสียงต่ำไปในบางช่วง แต่ก็ถือว่าสอบผ่านพูดภาษาอีสานได้ดีทีเดียว ส่วนตัวละครอื่นๆ เช่น สารวัตรป้องปราบ รับบทโดย ณเดชน์ คูกิมิยะ ก็ถือว่าธรรมดา ไม่ได้มีความพิเศษมากนัก แต่ที่ทำเอาเซอร์ไพรส์ไปนอกเหนือจากการแสดงของนางเอกนั้นก็คือ ตัวละครของลำเจียก รับบทโดย อุ้ม ลักขณา ซึ่งถ้าใครติดตามมาตั้งแต่ที่เป็นละครก็จะทราบว่าเธอยังไม่ตาย และแน่นอนเธอได้มามีบทบาทสำคัญในเวอร์ชั่นภาพยนตร์เรื่อง ส่วนเรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้นต้องไปติดตามกันในภาพยนตร์ เชื่อว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

โดยรวมแล้วถือว่า นาคี ๒ ทำทุกอย่างออกมาได้ดี (ยกเว้นพล็อตเรื่องที่แทบไม่มีอะไรเลย) เทียบเท่ามาตรฐานงานสร้างของฝั่งฮอลลิวูดได้เลย อาจจะมีข้อบกพร่องในเรื่องคอสตูมที่ไม่ค่อยสมจริงของนักแสดงที่ผู้สร้างได้ออกมาบอกเองเรื่องราวอยู่ในยุคปัจจุบัน ซึ่งหากเป็นคนอีสานจริงๆ หรือไม่ใช่คนคนอีสานก็ตามจะทราบว่าในชีวิตจริงคงไม่มีชาวบ้านคนไหนจะใส่เสื้อมอฮ่อมนุ่งผ้าถุงหรือผ้าฝ้ายพื้นเมืองได้ตลอดเวลาเหมือนในเรื่อง แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าต้องการเซ็ตให้รู้ว่าตัวละครเหล่านี้อยู่ในภาคอีสาน และแน่นอนว่าอย่างที่บอก งาน CGI ของตัวพญานาคในเรื่องคือสิ่งที่ดีที่สุดของ นาคี ๒ ต้องไปพิสูจน์ด้วยตาตัวเอง…