รีวิว โฮมสเตย์ – Homestay

ภาพยนตร์ไทยที่มีคุณภาพอีกหนึ่งเรื่องเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง CG ที่เนียนมาก
การเดินเรื่องที่แปลกใหม่
ทั้งยังผู้แสดงที่ถ่ายทอดอารมณ์ได้ดีเกินคาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจมส์ และก็พี่สู่ขวัญ ที่แสดงออกได้ดีมาก จริงๆ
เป็นสองคนที่แบกหนังเรื่องนี้ไว้เลย ถ้าเกิดไม่ได้สองคนนี้บอกเลยว่าเละแน่นอน
เรื่องราวเกี่ยวกับ วิญญาณที่ได้รับรางวัลให้มาอยู่ในร่างของคนที่ชื่อ “มิน” ที่ฆ่าตัวตาย
เรียกร่างนี้ว่า Homestay แต่มีสิ่งแลกเปลี่ยนคือต้องหาว่าใครที่ทำให้มินฆ่าตัวตายในเวลา 100 วัน
เรื่องราวนี้อิงจากต้นฉบับจากหนังสือเรื่อง Colorful เขียนโดย Mori Eto
โดยในหนังสือก็ใช้ชื่อร่างมนุษย์ว่า Homestay เช่นเดียวกัน แต่เรื่องราวมีความแตกต่างตามบริบทครับ
ด้านการเดินเรื่องและก็บทหนัง ก็ลื่นไหล ดูสนุกสนาน ลุ้นจนจบเรื่อง แต่หากถามตัวผม
ผมมีความรู้สึกว่ามันไม่ค่อยแปลกใจเท่าไร พวกเราเดาเนื้อเรื่องได้ง่ายเกินไปนิด
ยิ่งถ้าดูตัวอย่างหนังมาก่อนก็แทบเดาเรื่องได้หมดเลย พอดูจบก็จบกัน ไม่ได้มีความรู้สึกต้องการจะดูซ้ำ (ความรู้สึกส่วนตัวนะครับ)
ทางด้านนักแสดง อย่างที่กล่าวข้างต้น เจมส์(แสดงเป็น มิน)เล่นดีมาก แสดงความรู้สึกได้หลากหลาย
รวมทั้งทำให้พวกเราเชื่อว่านักแสดง มิน มันมีอารมณ์นั้นเกิดขึ้นจริงๆส่วนอีกคนที่ต้องชื่นชมก็คือสู่ขวัญ
ไม่อยากเชื่อ ว่าจะแสดงเก่งมาก บทเศร้าคือเศร้ามาก บทน่ารักครอบครัวก็น่ารักไปเลย
ทั้งคู่คนถือว่าเป็นนักแสดงสำคัญที่ทำให้หนังมันดูดีขึ้นมามาก อีกคนนึ่งที่จะเอ่ยถึงคือเฌอปราง จริงๆ
เป็นตัวละครที่บทเยอะเกินไป กล่าวบ่อยพอสมควรจนมันล้น
ประกอบกับแสดงหนังเรื่องแรกด้วยรึป่าว ก็เลยแอบรู้สึกว่าเกร็งๆไม่ธรรมชาติ จริงๆ
ไม่ทราบว่าหนังต้องการให้โอตะหรือแฟนคลับเข้ามาดูรึป่าว แต่หากขายแบบนี้บ่อยๆผมว่าไม่โอเคนะ
สุดท้ายที่จะต้องชื่นชมคือ CG มันดีงามมากเลย สวยมาก
แต่ต้องเข้าให้ทันหนังเริ่มเพราะมันมาตั้งแต่ต้นๆเรื่องเลย อันนี้ชื่นชมมาก GDH พัฒนาด้านนี้มาได้ไกลจริงๆ
สรุป เป็นหนังที่ดูสนุกคุ้มเงินที่เสียไปครับ ไม่ทำให้ผิดหวังแน่ๆ…

รีวิวหนัง McQueen

McQueen คือ ราชินีแห่งวงการแฟชั่น
ในวงการแฟชั่นนี้ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อ Alexander McQueen
ผู้ปฏิวัติวงการแฟชั่น จนได้รับฉายาว่า “กบฏแห่งวงการแฟชั่น”
แล้วก็สร้างชื่อของตนด้วยสองมือ แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด
ในวันที 11 ก.พ. 2010 McQueen ได้ฆ่าตัวตาย
และตายจากโลกไปด้วยวัยเพียงแค่ 40 เพียงแค่นั้น
รวมทั้งมีการตั้งข้อซักถามเกี่ยวกับการเสียชีวิตในคราวนี้
หนังสารคดีของ McQueen นั้น
ทำให้พวกเราเหมือนเรานั่งอยู่กลางใจผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งที่สร้างชื่อด้วยสองมือของตนเอง
ซึ่งเขาเองก็มีอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลงเหมือนคนทั่วไป
แต่ว่าบางครั้งเขาอาจจะแบกรับอารมณ์ความรู้สึกมากยิ่งกว่าคนอื่น
ซึ่งเรืองราวของอารมณ์นี้จะอยู่ในคอนเล็คชั่นของเขาด้วย
หนัง McQueen จะถ่ายทอดเรื่องราวตั้งแต่เด็กจนเสียชีวิต
การดำเนินเรื่องนั้นเล่าได้แบบรวดเร็ว ถึงคนดูจะไม่รู้จัก McQueen ก็สามารถเข้าใจได้ง่าย
โดยหนังนี้จะถ่ายทอดหลายแง่มุมของชีวิตและคนรอบกายเขา
แล้วก็ทำให้เห็นว่าชีวิตของคนเรานั้นทั้งความสวยงามและเจ็บปวด
และหนังเรื่องนี้ได้พาเราเข้าไปในชีวิตของ McQueen และหนังเองก็ทวีความพีคขึ้นเรื่อยๆ
สารคดีเรื่องนี้สามารถถ่ายทอดทุกแง่มุมในชีวิตของ McQueen
อย่างรอบด้านเลย ดูๆไปแล้วเหมือนกำลังดูละครที่แต่งขึ้นมา
แต่อันที่จริงมันคือเรื่องที่เกิดขึ้นจริงต่างหาก
แล้วก็สำหรับผู้ที่ไม่ได้สัมผัสกับวงการแฟชั่นและไม่ได้รู้จักชื่อของ McQueen มาก่อน
ก็สามารถศึกษาในหนังสารคดีได้ทั้งหมด
หนังเรื่องนี้ทำให้พวกเรามองเห็นการจัดแฟชั่นโชว์ที่มาจากอารมณ์ความรู้สึกภายในของเขา
ไม่ว่าจะเป็นการเลือกนางแบบหรือการจัดโชว์
ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดของเขา คือ “ทุกครั้งที่ผมจัดแฟชั่นโชว์
ผมอยากให้ผู้ชมรู้สึกอะไรบางอย่าง” รวมทั้งเขาก็ทำได้จริงๆ
หนังเรื่องนี้ให้แง่คิดว่า ถึงแม้คุณจะมีเงินทอง ชื่อเสียงแค่ไหน
แต่ว่านั่นอาจไม่ใช่ความสำราญที่แท้จริงก็ได้ แล้วก็แม้กระทั่ง McQueen ดีไซน์เสื้อผ้าได้
แต่เขาไม่อาจจะออกแบบชีวิตตนเองขึ้นมาได้
ฉะนั้นการใช้ชีวิตแบบมีสติไม่ประมาท ก็เลยเป็นหนทางที่เหมาะสมที่สุด…

รีวิว นาคี ๒ : CGI คือความดีงามที่สุดของหนัง

นับว่าเป็นภาพยนตร์ไทยที่ถูกจับตามองมาที่สุดอีกเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ สำหรับ นาคี ๒ ที่ผู้กำกับมากฝีมือ อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ได้นำมาสานต่อเรื่องราวความรัก ความเชื่อ และความศรัทธาในพญานาคจากละครที่ฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมืองมาสู่เวอร์ชั่นภาพยนตร์ จึงเป็นที่คาดหวังไว้ค่อนข้างสูงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์นั้นจะต้องออกมาดีและสนุกไม่แพ้เวอร์ชั่นละคร ซึ่งได้เพิ่มพระ-นางคู่ใหม่มาดำเนินเรื่อง คือ ณเดชน์ คูกิมิยะ และ ญาญ่า อุรัสยา แต่ก็ยังคงมีคู่เก่าของเจ้าแม่นาคี แต้ว ณฐพร และคุณทศพล เคน ภูภูมิ มาร่วมแสดงเหมือนเดิม

นาคี ๒ ว่าด้วยเรื่องราวของ สร้อย สาวดอนไม้ป่า ผู้เติบโตมาพร้อมกับความเชื่อและศรัทธาต่อเจ้าแม่นาคี เธอช่วยยายขายดอกไม้ถวายเจ้าแม่ และคอยดูแลเทวาลัยแห่งนี้ สร้อยจึงมีความผูกพันกับเจ้าแม่นาคีเป็นอย่างมาก แต่หลังจากที่ ร.ต.อ.ป้องปราบ ถูกย้ายมาประจำที่ สภ.ดอนไม้ป่า ก็เกิดคดีสะเทือนขวัญขึ้นอย่างมากมาย โดยหลายคดีเกิดขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ และมีเงื่อนงำที่คลี่คลายไม่ได้

โดยชาวบ้านต่างปักใจว่าเป็นฝีมือของ เจ้าแม่นาคี ที่กำลังออกอาละวาดอีกครั้งและเหตุการณ์ยิ่งพาให้ชาวบ้านต่างแน่ใจว่า สร้อย เป็นร่างประทับของเจ้าแม่นาคี แม้แต่ตัวสารวัตรป้องปราบเองซึ่งไม่เคยเชื่อในเรื่องราวลี้ลับเหนือธรรมชาติ ยังลังเลต่อคำกล่าวหาที่สร้อยได้รับ จนทำให้เขาต้องค้นหาความจริงเบื้องหลังคดีลึกลับในดอนไม้ป่าแห่งนี้

ต้องขอบอกออกมาจากใจผู้เขียนในฐานะคนอีสานและแฟนละคร+นวนิยาย ซึ่งมีความคาดหวังกับ นาคี เวอร์ชั่นภาพยนตร์เป็นอย่างมาก เมื่อได้เข้าไปดูหนังจนจบ รู้ได้เลยว่าผู้สร้างมีความตั้งใจที่จะทำออกมาให้ดีที่สุดภายใต้ระยะเวลาอันจำกัด แน่นอนว่าในส่วนของพล็อตเรื่องนั้นสู้เวอร์ชั่นละครไม่ได้เลย เพราะเรื่องราวมันแทบไม่มีอะไรให้น่าติดตามมากนัก แต่ด้วยภาพยนตร์มีวิธีการเล่าเรื่องที่น่าสนใจจึงทำออกมาได้น่าติดตาม

แม้ในช่วงแรกอาจจะมีช่วงอืด เฉื่อย เนือย ประหนึ่งอยู่ในละคร แต่ด้วยงานภาพที่สวยงามและเป็นธรรมชาติ ทำให้เราได้เพลิดเพลินได้พอสมควร และสิ่งที่เรียกเสียงฮือฮาได้มากที่สุดใน นาคี ๒ ก็คืองาน CGI ของตัวพญานาคที่อยู่ในตอนท้ายๆ เรื่อง บอกได้เลยว่าสุดยอดมาก ถือเป็นการยกระดับโปรดักชั่นงานสร้างของวงการภาพยนตร์ไทยเทียบเท่าฮอลลิวูดเลยทีเดียว ด้วยอารมณ์และลักษณะท่าทางการขยับตัวของพญานาคนั้นทำออกมาได้สมจริง ดุเดือด ประกอบกับการแสดงอารมณ์ร่วมของ เจ้าแม่นาคี รับบทโดย แต้ว ณฐพร ที่แม้จะออกมาน้อยแต่ทรงพลังมาก และสกอร์หนังที่ใส่ความเป็นอีสานออกมาได้อย่างน่าปรบมือ และยกให้ในส่วนนี้คือสิ่งที่ดีที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้จริงๆ (ขนลุกมาก!)

ในส่วนของนักแสดงก็ถ่ายทอดบทบาทขอตัวเองออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติและค่อนข้างเหนือความคาดหมาย โดยเฉพาะการรับบทเป็นอีสานของนางเอก ญาญ่า อุรัสยา แม้จะติดในเรื่องเสียงสูงเสียงต่ำไปในบางช่วง แต่ก็ถือว่าสอบผ่านพูดภาษาอีสานได้ดีทีเดียว ส่วนตัวละครอื่นๆ เช่น สารวัตรป้องปราบ รับบทโดย ณเดชน์ คูกิมิยะ ก็ถือว่าธรรมดา ไม่ได้มีความพิเศษมากนัก แต่ที่ทำเอาเซอร์ไพรส์ไปนอกเหนือจากการแสดงของนางเอกนั้นก็คือ ตัวละครของลำเจียก รับบทโดย อุ้ม ลักขณา ซึ่งถ้าใครติดตามมาตั้งแต่ที่เป็นละครก็จะทราบว่าเธอยังไม่ตาย และแน่นอนเธอได้มามีบทบาทสำคัญในเวอร์ชั่นภาพยนตร์เรื่อง ส่วนเรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้นต้องไปติดตามกันในภาพยนตร์ เชื่อว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

โดยรวมแล้วถือว่า นาคี ๒ ทำทุกอย่างออกมาได้ดี (ยกเว้นพล็อตเรื่องที่แทบไม่มีอะไรเลย) เทียบเท่ามาตรฐานงานสร้างของฝั่งฮอลลิวูดได้เลย อาจจะมีข้อบกพร่องในเรื่องคอสตูมที่ไม่ค่อยสมจริงของนักแสดงที่ผู้สร้างได้ออกมาบอกเองเรื่องราวอยู่ในยุคปัจจุบัน ซึ่งหากเป็นคนอีสานจริงๆ หรือไม่ใช่คนคนอีสานก็ตามจะทราบว่าในชีวิตจริงคงไม่มีชาวบ้านคนไหนจะใส่เสื้อมอฮ่อมนุ่งผ้าถุงหรือผ้าฝ้ายพื้นเมืองได้ตลอดเวลาเหมือนในเรื่อง แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าต้องการเซ็ตให้รู้ว่าตัวละครเหล่านี้อยู่ในภาคอีสาน และแน่นอนว่าอย่างที่บอก งาน CGI ของตัวพญานาคในเรื่องคือสิ่งที่ดีที่สุดของ นาคี ๒ ต้องไปพิสูจน์ด้วยตาตัวเอง…

Johnny English Strikes Again

เมื่อระบบความมั่นคงถูกแฮ็ค ทำให้สายลับในเอ็มไอเซเว่นถูกเปิดโปง นายกหญิงที่เกาะอังกฤษ (เอ็มมา ธอมป์สัน)
ก็จำใจที่จะต้องเรียกตัว จอห์นนี อิงลิช (โรแวน แอตคินสัน)
สายลับเพียงคนเดียวที่ยังไม่ถูกเปิดโปงมาสืบหาอาชญากรไซเบอร์ตัวร้าย
ก่อนที่โลกจะถูกครอบงำจากบิ๊ดดาต้าในมือของจอมแฮ็ค
และมีสายลับสาวสุดร้อนแรงอย่าง โอฟีเลีย (โอลกา คูริเลนโก)
ที่ไม่เคยทราบว่าเป็นมิตรหรือศัตรูคอยเป็นหอกข้างแคร่ตลอดเวลา
แล้วก็นี่คือในขณะที่สายลับที่โลกอนาล็อคยุคเก่าจำเป็นต้องต่อกรกับวายร้ายสมัยไฮเทคที่มีอินเตอร์เน็ตและก็ความยั่งยืนเป็นเดิมพัน
การกลับมาของสายลับที่สร้างความปวดหัวให้วงการอย่าง จอห์นนี่ อิงลิช เป็นครั้งที่ 3
นี้ทิ้งช่วงจากหนังเรื่อง Johnny English Reborn (2011) ภาคที่แล้วเพียง 7 ปีแค่นั้น
ซึ่งพล็อตเรื่องก็ยังเป็นเหมือนเดิมคือ จอห์นนี่ อิงลิช เป็นสายลับที่ไม่มีใครเรียกใช้
เพราะมักสร้างความปั่นป่วนในภารกิจเสมอ แต่สุดท้ายเขาก็สามารถแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง
สิ่งที่ฮาเหมือนกับทุกภาค คือ การเล่นตลกท่าทางกึ่งวันแมนโชว์ของ โรแวน แอตคินสัน
ที่นำความเปิ่นและเฟอะฟะเกินจะเป็นสายลับได้มาสร้างเสียงหัวเราะให้คนดูได้หายคิดถึง
เหมือนอย่างที่เขาทำให้มิสเตอร์บีนกลายเป็นขวัญใจของคอหนังนั่นเอง
หลายมุกที่เหมือนจะไม่รอดพอได้จังหวะการเล่นตลกท่าทาง (comedy of manner)
อันเป็นเอกลักษณ์ของเขาช่วยไว้ตลอด คนดูก็ฮามากๆจนหนังหายฝืดไปเลย
จุดเด่นในภาคนี้ คือ วิธีการทำให้จอห์นนี่ อิงลิชเป็นตัวแทนสายลับฉบับอนาล็อคที่ไม่ใช้สมาร์ทโฟน
ขับรถแอสตัน มาร์ตินที่กินน้ำมันสุดๆ
แล้วก็การใช้อาวุธและเครื่องมือเสริมที่ทำให้เราคิดถึงหนังสายลับมีชื่ออย่าง เจมส์ บอนด์
โดยเฉพาะยุคอนาล็อคในสมัยฌอน คอนเนอรีโรเจอร์ มัวร์ เล่นบทพยัคฆ์ร้ายเจ้าเสน่ห์
ที่ไม่มีสมาร์ทโฟนอย่างสมัยนี้ และเป็นการสื่อถึงความร้ายกาจของเทคโนโลยีที่ทำลายล้างโลกใบนี้
เหมือนกับว่า หนังเรื่องนี้อยากให้เรามองเห็นเรื่องราวดีๆในยุคเก่ามากกว่า
และก็นี่คงจะเป็นอุดมการณ์ที่หนักแน่นของหนังเรื่องนี้แหละ Johnny English Strikes Again
นำ โอลกา มารับบทง่ายๆโชว์เสน่ห์ทั้งหน้าตาและหุ่นสุดเซ็กซี่ให้หนุ่มๆได้น้ำลายหก
เพื่อเกิดภาพความล้อเลียนในหนังเจมอส์ บอนด์อย่างที่เคยทำมาในภาคก่อนๆ
เอาเป็นว่าใครคิดถึงมุกแบบมิสเตอร์บีนในมาดสายลับก็ไปดูเถอะรับรองไม่ผิดหวังแน่ๆ
รวมทั้งถ้าใครเครียดๆอยากดูหนังเบาสมอง แต่ว่าเนื้อเรื่องไม่บางเบาก็แนะนำให้ไปดูเรื่องนี้…

แน่นอนแล้ว! Avengers 4 จะมีฉาก flashback และตัวละคร Crossbones ร่วมแจมด้วย

 

เป็นที่แน่นอนแล้วว่าภาพยนตร์ Avengers 4 ที่จะเข้าฉายในวันที่ 3 พฤษภาคม ปีหน้า
แฟนหนังจะได้เห็น Frank Grillo
มาร่วมแจมด้วย ซึ่งถือเป็นการกลับมาแสดงตัวเป็นครั้งที่ 4 ของเขาสำหรับหนัง Marvel
ในซีรีส์ที่มีการรวมกลุ่มเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ด้วย
โดย Grillo ซึ่งไปร่วมพูดคุยในรายการพอดแคสต์ UFC Unfiltered เผยว่า
เขาจะกลับมาเล่นในบทของ Brock Rumlow
หรือที่รู้จักกันในชื่อสายลับ Hydra “Crossbones”
แม้ว่าตัวละครของเขาจะตายไปแล้วใน Captain America: Civil War
ซึ่งก็เป็นเพราะว่าใน Avengers 4
มีการเล่าเรื่องแบบย้อนอดีต (Flashback) ร่วมด้วยนั่นเอง
โดยสิ่งที่ Grillo พูดไปนั้นถือว่าสอดคล้องกับภาพ Avengers 4 ที่เพิ่งหลุดออกมาก่อนหน้าที่ผ่านมา
ซึ่งเผยให้เห็นชุด Captain America ที่ Chris Evans
ใส่อยู่ในกองถ่ายที่นิวยอร์กว่าเป็นเวอร์ชั่นที่ปรากฏอยู่ในหนัง The Avengers เมื่อปี 2012
ซึ่งคงจะทำให้เหล่าแฟนๆที่คาดหวังว่าเรื่องราวของ Avengers 4 จะเป็น flashback
หรือไม่ก็เป็นช่วงเวลาก่อนหน้านั้นในจักรวาลหนังมาร์เวล (MCU) ได้มีความสุขกันมากขึ้น
เพราะตอนนี้ฟันธงได้แล้วว่าบางฉากของ Avengers 4
จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหนัง Captain America: Civil War แน่ๆ!…

GLASS- รวมดาวร้ายในคราบมนุษย์

GLASS – รวมดาวร้ายในคราบมนุษย์
ผู้กำกับ : เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน
ภาพยนตร์ : เขย่าขวัญ
ดารา : บรูซ วิลลิส, ซามูเอล แอล. แจ็คสัน, เจมส์ แม็กอะวอย, ซาราห์ พอลสัน, อันยา เทย์เลอร์-จอย
เข้าฉาย : 16 ม.ค. 2562
ภาพยนตร์ไอเดียของผู้กำกับ เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน ที่ได้ไอเดียเด็ดๆ
โดยการนำภาพยนตร์มารวมกันระกอบด้วย อันเบรคเอเบิล (เฉียด ชะตาสยอง) ปี 2000
จากทัชสโตน พิคเจอร์ส และ สปลิท (จิตหลุดโลก) ปี 2016 จากยูนิเวอร์แซล ไอเดียจักรวาลจิตวิปลาส
โดยได้นำตัวละครของภาพยนตร์แต่ละเรื่องมาไว้ด้วยกัน
โดยใช้ชื่อว่า GLASS-รวมดาวร้ายในคราบมนุษย์ 2019
เป็นภาพยนตร์เขย่าขวัญจิตวิทยา แต่ว่าจะเป็นไตรภาคซูเปอร์ฮีโร่ในแนวของผู้กำกับเขา
โดยได้มีการสัมภาษณ์ผู้กำกับ เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน ออกสื่อเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่อง GLASS-รวมดาวร้ายในคราบมนุษย์
“หลายท่านที่มีความคิดว่าตนเองเป็นซูเปอร์ฮีโร่หรือคนร้ายจากหนังสือการ์ตูน
ซึ่งปัจจุบันก็มีการเปรียบความคิดว่าตนเป็นพระเยซู หรือจักรพรรดิ ก็ไม่ปาน”
ยังไม่เพียงเท่านั้น หนุ่มนักแสดงเจมส์ แม็คอะวอย ก็ได้บอกว่า “Glass
จะมีผลให้พวกเรารู้จักบุคลิกที่ซ่อนอยู่ในตัว Kevin Dunn เพิ่มมากขึ้นอีก”
เรื่องย่อ สรุปของ “สปลิท” เดวิด ดันน์ ออกตามล่าพลังเหนือมนุษย์ในรูปแบบอสูรของครัมบ์
การผชิญหน้าที่ได้มีการปะทะกันหลายครั้งซึ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เงามืดของไพร์สได้ปรากฎขึ้นในฐานะจอมบงการ
เขาเผยตัวตนว่าเป็นผู้ชักใยเหตุการณ์และกุมความลับสำคัญเกี่ยวกับทั้งคู่ไว้ ทั้งนี้ GLASS-รวมดาวร้ายในคราบมนุษย์
ภาพยนตร์จาก เอ บลายดิ้ง เอดจ์ พิคเจอร์ส รวมทั้งบลูมเฮ้าส์ โปรดักชั่นที่ดูแลโดย เอ็ม. ไนท์ ชยามาลาน จะน่าตื่นตาตื่นใจตื่นเต้นแค่ไหน
เข้าฉายในประเทศไทยวันที่ 16 ม.ค. 2562 รอคอยดูได้เลย…

Midnight In Paris : อดีต ความงาม และความถวิลหา

Midnight In Paris ผลงานการกำกับของ วู้ดดี้ อัลเลน ผู้กำกับมากฝีมือ
ที่เราคงรู้จักกันมาดีจากหนังดราม่าหลายๆ เรื่องทั้ง Annie Hall , Manhattan หรือ
Vicky Cristina Barcelona ที่เรื่องนี้มาในแนวคอมเมดี้ ดราม่า
ที่ถ่ายทอดความสวยงามของ ปารีส ออกมาได้อย่างมีเสน่ห์ และน่าค้นหามากๆ
Midnight In Paris เป็นเรื่องราวของคู่รักคู่หนึ่งที่กำลังจะแต่งงานกัน
ได้บินมาปารีสพร้อมกับครอบครัวของฝ่ายหญิงด้วยเหตุผลทางธุรกิจ
แต่การมาปารีสครั้งนี้ ไม่มีใครคิดว่าจะเปลี่ยนชีวิตของทั้งคู่ไป
ชายหนุ่ม ผู้เป็นนักเขียน รักในศิลปะ
และจำต้องใช้เวลาส่วนตัวและความเงียบในการแต่งผลงาน กับ หญิงสาว
ทีผู้ชอบเข้าสังคมและรักปาร์ตี้ แถมยังไม่ค่อยชอบศิลปะนัก
โดยมีตัวแปรที่เป็นหญิงสาวอีกคนที่รักในงานศิลปะ และดูจะเข้ากันกับเขามากกว่า
และเพื่อนใหม่แปลกหน้าที่มาพร้อมกับมิตรภาพที่พยายามจะผลักดันให้งานเขียนของเข
าเป็นที่รู้จัก รวมทั้งยังคอยให้กำลังใจกับงานเขียนที่ดูจะไม่เป็นตามที่พูดเท่าไหร่
จนกระทั่งเขาได้นั่งแท็กซี่ประหลาดคันนึงตอนเที่ยงคืน
และรู้ตัวอีกทีก็ไปอยู่ในอดีตที่มีแต่ นักดนตรี และ นักกวี ที่เขาชื่นชอบ
ผู้กำกับ วู้ดดี้ อัลเลน สามารถผสมผสานความเป็นดราม่าแบบเบาสมองและความตลก
แบบน่ารักออกมาได้อย่างลงตัว ยิ่งถ้าคุณเป็นคนที่อินกับ ศิลปะ กวี
หรือศิลปินในสมัยก่อน จะต้องชอบหนังเรื่องนี้อย่างแน่นอน
เพราะมันเต็มไปด้วยมุขตลกเฮฮา เกี่ยวกับ ช่างวาดภาพ ไม่ว่าจะเป็น ปิกัสโซ่
หรือแม้แต่นักดนตรีมากมาย ที่ถ้าคุณชอบผลงานของบุคคลเหล่านี้ด้วยแล้ว
จะยิ่งอินและสนุกกับหนังเรื่องนี้อย่างมาก
นอกจากนี้ Midnight In Paris ยังได้สอดแทรกข้อคิดดีๆ
โดยเฉพาะประเด็นเรื่องราวของกาลเวลา อดีต ปัจจุบัน และ อนาคต ไว้มากมาย
ไม่ว่าจะเป็นที่ว่าเราไม่ควรมองข้ามสิ่งที่มีอยู่จริงที่เรียกว่า “ปัจจุบัน”
ในตอนนี้เราอาจจะคิดว่าปัจจุบันมันห่วย มันแย่ แต่หารู้ไม่ว่าในอนาคตของเรานั้น
อาจจะมีคนบางคนโหยหาความรู้สึกแบบนี้บ้างก็เป็นได้ เช่น ตัวละคร กิล เพ็นเดอร์
ที่ต้องการโหยหาความสวยงามในอดีต แต่หารู้ไม่ว่าบุคคลในอดีตอย่าง เอเดรียอาน่า
ที่อยู่ในยุคอดีตที่เราต้องการนั้น ยังต้องการไปอยู่ในยุคที่เป็นอดีตมากกว่านั้นเสียอีก
ทั้งที่เธออยู่ในช่วงยุคอดีตที่เราคิดว่ามันสวยงาม มันดี อยู่แล้ว
นอกจากการเล่นกับช่วงเวลาแล้ว ผู้กำกับ วู้ดดี้ อัลเลน
ยังถ่ายทอดความเป็นมนุษย์ออกมาได้อย่างสวยงาม และมีเสน่ห์อีกด้วย
นอกจากนี้การแสดงของดาราสาวสวยอย่าง มาริยงค์ โกติยาร์ด

ที่พูดภาษาฝรั่งเศสได้อย่างสวยงาม ประกบกับ โอเว่น วิลสัน
ที่รับบทนำในเรื่องนี้ได้อย่างกลมกลืน
สรุปแล้ว Midnight In Paris ถือเป็นหนังดราม่า โรแมนติค คอมเมดี้
ที่สามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างสวยงาม น่าจับตา แฝงด้วยข้อคิดมากมาย
ทั้งเรื่องราวของกาลเวลา และ ความไม่รู้จักพอของมนุษย์
ผสมผสานไปกับมุขตลกของหนัง ที่ออกมาลงตัว และดูสนุกอย่างมีสไตล์…

เวน่อม 2018 กับเหตุผลที่ต้องลบไอ้แมงมุมออกจากหนัง

แม้ตัวละครสายดาร์คอย่าง เวน่อม ฉบับดั้งเดิมจากหนังสือการ์ตูน
จะมาจากเรื่องราวหลักของฮีโร่ขวัญใจมหาชนอย่าง Spider-Man
แต่สำหรับในเวอร์ชั่นหนัง เวน่อม ที่นำแสดงโดยนักแสดงสายรางวัลอย่าง ทอม ฮาร์ดี้ กลับมีความแตกต่างออกไป
เหตุผลหลักๆ ไม่ใช่เรื่องอื่นใด แต่มาจากปัญหาด้านลิขสิทธิ์ ที่มีความขัดแย้งกันอยู่สำหรับค่ายหนังที่ถือลิขสิทธิ์ของตัวละคร
ทำให้ในจักรวาลหนังของ เวน่อม เวอร์ชั่นนี้ จำเป็นต้องลบ Spider-Man ออกไปเป็นการแก้ปัญหา
คำโปรยของหนังที่ว่า “โลกนี้มีซูเปอร์ฮีโร่เพียงพอแล้ว”
น่าจะทำให้ผู้ชมเห็นภาพรวมของหนังได้อย่างชัดเจน ซึ่งในหนัง เวน่อม
ก็ได้พิสูจน์ให้เราได้เห็นแล้วว่า ถึงแม้จะไม่มี Spider-Man แต่ เวน่อม
ก็เล่าเรื่องราวให้ผู้ชมสนุกได้ในแบบฉบับของตัวเอง
ซึ่งหากลองมองดูอีกมุม คุณอาจจะคิดว่าหนังเดี่ยวของ เวน่อม ที่ไม่มี Spider-Man
ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วก็เป็นได้ เพราะในหนัง เวน่อม
ควรเป็นเรื่องราวของตัวละครหลักอย่างเอ็ดดี้ ไม่ใช่ Spider-Man
จริงที่ว่า เวน่อม ฉบับดั้งเดิมเกิดขึ้นจากเรื่องราวหลักของ Spider-Man
แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป การเล่าเรื่องราวของ เวน่อม โดยมี Spider-Man
อาจไม่จำเป็นอีกต่อไปก็ได้ เพราะมันไม่ใช่เรื่องราวของปีเตอร์ พาร์คเกอร์ทั้งหมดนั่นเอง
เรื่องราวของ เอ็ดดี้ บร็อค มีความน่าสนใจในตัว
และมาพร้อมการผจญภัยในแบบฉบับของตัวเอง นอกจากนี้หากเราลองคิดว่าในหนังมี
Spider-Man อยู่ด้วย ในฐานะที่มีคนดูที่ชื่นชอบในตัว Spider-Man มากอยู่แล้ว
ก็อาจทำให้เนื้อเรื่องหลักเกิดไขว้เขวได้ และทำให้เวน่อมไม่โดดเด่นเท่าที่ควร ดังนั้น
การลบ Spider-Man ทิ้งจึงอาจเป็นทางเลือกที่ดีของค่าย Sony แล้วก็ได้
ในอนาคตหากหนัง เวน่อม กลายเป็นที่ชื่นชอบของแฟนๆ
และได้รับกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยม รวมถึงทำรายได้น่าประทับใจ
ซึ่งในตัวหนังเองก็ยังแอบหยอดเรื่องราวหากจะสร้างภาคต่อไว้แล้ว โปรเจคต์ เวน่อม 2ก็คงไม่ไกลเกินรอ
นอกจากนี้ ไม่แน่ว่าในอนาคตเมื่อทาง Sony ได้ตกลงเรื่องลิขสิทธิ์กับทาง Marvel ใหม่
พวกเขาอาจได้ Spider-Man กลับมา และในตอนนั้นที่เราผูกพันกับ เวน่อม ไปแล้ว
การได้มาเจอกับ Spider-Man ฮีโร่ในตำนานที่แฟนๆหลายๆ คนชื่นชอบ
ในเรื่องราวเวอร์ชั่นใหม่ที่ไม่เคยถูกเล่าที่ไหนมาก่อน
อาจเป็นเรื่องราวที่แฟนหนังจะต้องตื่นเต้นกับการเจอกันครั้งนี้ก็เป็นได้…

 ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1987 : Fatal Attraction

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1987
เรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น เห็นจะหนีไม่พ้น Fatal Attraction
หรือ เสน่ห์มรณะ ภาพยนตร์ไซโค-อีโรติค-ธริลเลอร์
ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์สั้น Diversion
และได้ผู้กำกับคนเดียวกันอย่าง อาเดรียน ไลน์ มารับหน้าที่
ภาพยนตร์เรื่อง Fatal Attraction หรือ เสน่ห์มรณะ
กล่าวถึงเรื่องราวของ แดน กัลลาเกอร์ ซึ่งรับบทโดย ไมเคิล
ดั๊กลาส ที่แอบไปซุกซนกับ อเล็กซ์ ฟอร์เรสต์
สาวสวยตำแหน่งบรรณาธิการสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง
ความสนุกชั่วครั้งชั่วคราวของผู้ชายที่ไร้ความรับผิดชอบอย่าง
แดน นำอันตรายมาสู่ตนเองและครอบครัว
คือภรรยาและลูกอย่างคาดไม่ถึง ทั้งนี้ เพราะ อเล็กซ์
มิใช่ผู้หญิงธรรมดา แต่เธอมีอาการทางจิตด้วย และนั่นคือปัญหา
ซึ่งแม้ Fatal Attraction หรือ เสน่ห์มรณะ
จะโดนนักสิทธิสตรีในสมัยนั้นโจมตีผู้สร้างและสังคมที่ฉายภาพด้านเดียวของผู้หญิง
โดยไม่ฉายภาพความประพฤติที่ไร้ความรับผิดชอบของผู้ชาย
เพราะประเด็นคือ อเล็กซ์ เป็นผู้ป่วย เธอมิได้เป็นโรคจิต
อย่างไรก็ตาม ทันทีที่ Fatal Attraction หรือ เสน่ห์มรณะ
ออกฉาย ก็กวาดรายได้ทั่วโลกไปกว่า 320 ล้านดอลลาร์
จากทุนสร้างแค่ 14 ล้านดอลลาร์ เท่านั้น
เรียกว่ายอดเยี่ยมเกินคาดทั้งตัวภาพยนตร์และผู้กำกับอย่างอาเดรียน ไลน์
นอกจากนี้ Fatal Attraction หรือ เสน่ห์มรณะ
ยังมิได้ประสบความสำเร็จแค่ในแง่ของรายได้
เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้มีชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 6 สาขา
รวมถึงนักแสดงนำฝ่ายหญิงยอดเยี่ยม อย่าง เกลน โคลส ในบท อเล็กซ์ ฟอร์เรสต์ ด้วย
เรื่องดังกล่าวทำให้ เกลน โคลส
ได้รับตราประทับนางร้ายแห่งทศวรรษไปโดยไม่เต็มใจ
แต่ในขณะเดียวกันเธอเปิดเผยว่ามีผู้ชายจำนวนมากกล่าวขอบคุณ
เธอด้วยที่ช่วยทำให้พวกเขาไม่กล้าคิดนอกลู่นอกทางกับภรรยาของตัวเองอีกเลย
โดยเฉพาะฉากที่ อเล็กซ์ ฉีกเสื้อผ้าและทำร้ายร่างกาย แดน
เมื่อเขาจะกลับ แสดงถึงความไม่สามารถในการควบคุมอารมณ์
และระเบิดออกมาด้วยความรุนแรง หลายฉากที่ อเล็กซ์ อ้อนวอน
แดน จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ที่รวดเร็วอยู่ตลอดเวลาตีบทบ้าแตกกระจุย
หรือฉากที่ อเล็กซ์ เชือดข้อมือตัวเอง
ก็เป็นพฤติกรรมที่พบได้บ่อยในบุคลิกภาพผิดปกติชนิด
Borderline แต่ก็เป็นเครื่องมือที่ อเล็กซ์ ใช้ในการ ควบคุม แดน
อย่างได้ผล ยังไม่นับรวมพฤติกรรมอื่น เช่น
เรื่องการโทรศัพท์ก่อกวน การอ้างถึงการตั้งครรภ์
รวมถึงการบุกไปบ้าน แดน เพื่อพบกับภรรยาของเขา
สรุปแล้วตลอดระยะเวลา 119 นาที ในภาพยนตร์ Fatal
Attraction หรือ เสน่ห์มรณะ
ทุกท่านจะพบกับความบีบคั้นทางอารมณ์อย่างสุดขีด
โดยเฉพาะเหล่าบรรดาสามีที่เมื่อชมเรื่องนี้จบ
อาจต้องหันกลับไปมองกวางน้อยของตัวเอง
พร้อมความคิดประหลาดที่ผุดขึ้นในหัว…

รีวิว นาคี ๒

ภาพยนตร์ไทยที่กำลังถูกจับตามองมากที่สุด สำหรับนาคี 2 ที่กำกับโดยอ๊อฟ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ได้สานต่อนาคีจากจอโทรทัศน์มาสู่จอภาพยนตร์
หลายคนจึงคาดหวังกับภาพยนตร์เรื่องนี้สูงมาก เพราะเวอร์ชั่นละครยังทำได้ดีขนาดนั้น และในเรื่องนี้จึงเพิ่มพระนางคู่ใหม่ คือ ณเดชน์ คูกิมิยะ และ ญาญ่า อุรัสยา
รวมทั้งยังมีพระนางคู่เดิมจากเวอร์ชั่นละครมาร่วมแสดงด้วย คือ แต้ว ณฐพร และคุณทศพล เคน ภูภูมิ มาร่วมแสดงเหมือนเดิมนาคี 2 เป็นเรื่องของ สร้อย สาวดอนไม้ป่า
ที่เติบโตมาพร้อมกับความเชื่อและความศรัทธาในเจ้าแม่นาคี เธอช่วยยายขายดอกไม้ถวายเจ้าแม่นาคีและดูแลเทวาลัย ทำให้เธอผูกพันกับเจ้าแม่นาคีมาก
แต่หลังจากที่ ร.ต.อ.ป้องปราบ ถูกย้ายมาประจำที่ สภ.ดอนไม้ป่า ทำให้เกิดคดีที่หาคำตอบไม่ได้มากมายและชาวบ้านก็ปักใจเชื่อว่านี่คือฝีมือของเจ้าแม่นาคี
และชาวบ้านก็แน่ใจว่าสร้อย คือ ร่างประทับของเจ้าแม่นาคี และทำให้สารวัตรป้องปราบที่ไม่ค่อยเชื่อเรื่องนี้เกิดความไม่แน่ใจ และพยายามหาคำตอบด้วยเช่นกัน
ถึงแม้ว่าพล็อตเรื่องจะไม่น่าสนใจเท่าละครแต่ก็สามารถเล่าเรื่องออกมาได้อย่างน่าติดตาม แม้ว่าในช่วงแรกหนังจะดูเฉื่อยไปหน่อย
แต่ยังมีจุดเด่นเรื่องของงานภาพที่สวยงามและเป็นธรรมชาติ และที่เรียกเสียงฮือฮานั่นคือ งาน CG ของพญานาคที่เทียบชั้นได้กับฮอลลีวูด ผสมผสานกับการแสดงของเจ้าแม่นาคี
รับบทโดย แต้ว ณฐพร และการใส่ความเป็นอีสานได้อย่างลงตัว ทำให้หนังน่าสนใจมาก และทั้งหมดนี้ถือเป็นจุดเด่นเลยทีเดียว ในส่วนของนักแสดง แสดงออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติมาก
แต่เสียงสูงต่ำในภาษาอีสานของญาญ่าก็ยังมีผิดบ้าง ส่วนตัวพระเอกก็แสดงธรรมดาๆ แต่เซอร์ไพร์สอยู่ที่ตัวละครของลำเจียก รับบทโดย อุ้ม ลักขณา
ซึ่งถ้าใครติดตามมาตั้งแต่ที่เป็นละครก็จะทราบว่าเธอยังไม่ตาย และแน่นอนเธอได้มามีบทบาทสำคัญในเวอร์ชั่นภาพยนตร์โดยรวมแล้วถือว่า นาคี ๒ ทำทุกอย่างออกมาได้ดี
(ยกเว้นพล็อตเรื่องที่แทบไม่มีอะไรเลย) อาจจะมีข้อบกพร่องในเรื่องเสื้อผ้าที่ไม่ค่อยสมจริงมากนัก แต่โดยรวมแล้วถือว่าดีมาก…